ข้ามเมนู

สัมภาษณ์
ผู้ให้คำปรึกษาฉันท์เพื่อนในการฝึกอบรมการดำรงชีวิตอิสระของคนพิการ
โดย คุณ Emiko Nakahashi และคุณ Hiroko Akiyama

1. คุณประทับใจอะไรในการอบรมปีนี้ ?

คุณ Akiyama : เมื่อปีก่อน ผู้เข้าร่วมอบรมไม่ค่อยมีความรู้ความเข้าใจเรื่องการดำรงชีวิตอิสระของคนพิการมากนัก พวกเขาไม่แน่ใจว่าการดำรงชีวิตอิสระของคนพิการมีประโยชน์กับพวกเขาอย่างไร หรือไม่เข้าใจความหมายของการดำรงชีวิตอิสระเท่าไหร่

Photo of Ms.Nakahara(Left) and Ms.Akiyama (right)

Ms. Nagahara (ซ้าย) และ Ms. Akiyama (ขวา)

แต่เมื่อพวกเขามาร่วมอบรมอีกครั้งในปีนี้ พวกเขามีความเข้าใจเรื่องนี้มากขึ้น ประสบการณ์จากเมื่อปีที่แล้วทำให้พวกเขามีความมั่นใจเกี่ยวกับการดำรงชีวิตอิสระของคนพิการและการให้คำปรึกษาฉันท์เพื่อน

คุณ Nakahashi: สีหน้าของผู้เข้าร่วมอบรมเปลี่ยนไปเมื่อจบการอบรม เริ่มจากการบรรยายวันแรก พวกเขายังไม่มีประสบการณ์ จึงไม่เข้าใจความสำคัญของการดำรงชีวิตอิสระของคนพิการ อีกทั้งพวกเขายังขาดความมั่นใจที่จะสานต่อการดำรงชีวิตอิสระของคนพิการเนื่องจากการขาดความรู้และประสบการณ์ทางด้านนี้

อย่างไรก็ตาม ฉันเชื่อว่าผู้เข้าร่วมอบรมที่ พัทยาสามารถเข้าถึงความเข้าใจพื้นฐานของการดำรงชีวิตอิสระของคนพิการเนื่องจากพวกเขามีการแลกเปลี่ยนความคิดและประสบการณ์ผ่านคำถามที่มุ่งเนั้นให้นำไปใช้ปฏิบัติได้จริง เช่น จะช่วยเพื่อนที่กำลังคิดอยากฆ่าตัวตาย หรือจะเข้าหาผู้ให้คำปรึกษาฉันท์เพื่อนได้อย่างไร เป็นต้น และจากการแลกเปลี่ยนความคิดและประสบการณ์นี้ทำให้พวกเขาสามารถเข้าใจการดำรงชีวิตอิสระของคนพิการและการให้คำปรีกษาฉันท์เพื่อนมากขึ้น

2. คุณคิดว่าผู้เข้าร่วมอบรมได้เรียนรู้อะไรมากที่สุด ?

คุณ Nakahashi: พวกเขาเรียนรู้ว่าความเสมอภาคเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดในการให้คำปรึกษาฉันท์เพื่อน ไม่มีความแตกต่างระหว่างผู้ให้คำปรึกษาและผู้รับคำปรึกษา พวกเขาเรียนรู้ว่าการรับฟังเป็นวิธีพื้นฐานของการให้คำปรึกษาฉันท์เพื่อน ดังนั้นการตั้งใจฟังจึงถือว่าเป็นเรื่องสำคัญยิ่งกว่าการให้คำแนะนำ

แม้ว่าผู้ให้คำปรึกษาจะไม่มีคำแนะนำให้ไม่ได้หมายความว่าไม่ช่วยเหลือผู้มารับปรึกษา เพราะแท้จริงแล้วแค่การรับฟังเรื่องที่ผู้มารับการปรึกษาเล่าก็ถือว่าเป็นการช่วยให้ผู้รับคำปรึกษาคิดและหาทางออกด้วยตนเอง หากผู้นำให้คำแนะนำจะทำให้พวกเขาไม่พยายามคิดหาทางออกด้วยตนเอง ซึ่งในความเป็นจริงก็หมายถึงการทำให้พวกเขาขาดโอกาสคิดและตัดสินใจเรื่องต่าง ๆ ด้วยตัวของเขาเอง เมื่อเติบโตขึ้นจึงต้องคอยพึ่งคนอื่นมากกว่าที่จะพึ่งตนเอง การให้พวกเขาพูด คิด และตัดสินใจด้วยตนเองถือเป็นจุดเริ่มต้นของการดำรงชีวิตอิสระ

3. คุณคาดหวังอะไรกับคนพิการไทยหลังการอบรมเสร็จสิ้นลง ?

คุณ Nakahara: พวกเขาต้องใช้เวลาหาวิธีการดำรงชีวิตอิสระของคนพิการที่เหมาะกับคนไทย และสนองความต้องการของสังคมไทย พื้นฐานสำคัญคือการส่งเสริมและพัฒนาการเคลื่อนไหวทางสังคมเพื่อนำไปสู่การดำรงชีวิตอิสระในสังคมไทย ความสำเร็จไม่อาจเกิดขึ้นได้ในพริบตา แต่ฉันหวังว่าผู้ที่มาเข้าร่วมอบรมซึ่งมีความสามารถเป็นผู้ให้คำปรึกษาฉันท์เพื่อนได้เหล่านี้จะช่วยกันพัฒนาวิถีทางแบบไทยเพื่อการดำรงชีวิตอิสระของคนพิการต่อไปในอนาคต

4. คุณคิดว่าประเทศอื่นๆ ที่กำลังพัฒนาจะได้รับประโยชน์จากการจัดอบรมการดำรงชีวิตอิสระของคนพิการเหมือนที่คนไทยได้รับหรือไม่ ?

คุณ Nakahara: แน่นอน การดำรงชีวิตอิสระของคนพิการไม่สำคัญว่าจะประเทศไหน สังคมใด สิ่งที่สำคัญคือการแสวงหาอิสระภาพจากอุปสรรคทั้งปวงรวมทั้งอุปสรรคทางจิตใจ เช่นการเอาชนะการลดคุณค่าในตนเอง เป็นต้น อย่างไรก็ตามไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะทำให้สิ่งเหล่านี้สำเร็จได้ด้วยคนเพียงคนเดียว ทุกคนต้องช่วยกันเพื่อก่อตั้งองค์กรเช่นองค์รกรเอกชนเพื่อส่งเสริมความเคลื่อนไหวการดำรงชีวิตอิสระของคนพิการในสังคม ซึ่งนับว่าเป็นเรื่องที่ต้องอาศัยความทุ่มเทอย่างมากเพื่อนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางสังคม




สัญลักษณ์ขององค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของญี่ปุ่น
สัญลักษณ์ของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์


Valid XHTML 1.0 Strict! Valid CSS!
  © , APCD Project. All rights reserved.
ปรับปรุงล่าสุด :