ข้ามเมนู

การดำรงชีวิตอิสระของคนพิการในประเทศไทย
การทบทวน 3 จังหวัดนำร่อง
โดย อาจารย์สุภรธรรม มงคลสวัสดิ์

Photo of Mr. Suporntum Mongkolsawadi

อาจารย์สุภรธรรม มงคลสวัสดิ์

หลายคนอาจสงสัยว่าทำไมโรงเรียนอาชีวพระมหาไถ่ พัทยาซึ่งเป็นโรงเรียนฝึกอาชีพหลักสูตรด้านคอมพิวเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ สำหรับคนพิการด้านแขนขา ลำตัว ถึงเข้ามามีส่วนร่วมในการส่งเสริมการดำรงชีวิตอิสระของคนพิการ

เมื่อปีพ.ศ. 2542 คุณ โชจิ นากานิชิ ประธานศูนย์ฮิวแมนแคร์แอสโซซิเอชั่น (Human Care Association) ประเทศญี่ปุ่น และพันโทต่อพงษ์ กุลครรรชิตเจ้าหน้าที่พัฒนาระดับภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิกของ DPI ได้หารือหลายครั้งกับผมเรื่องแนวคิดการดำรงชีวิตอิสระของคนพิการถึงวิธีที่จะนำแนวคิดนี้มาทำให้คนพิการสามารถมีชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่างมีศักดิ์ศรีและความภาคภูมิใจ และในปีนี้เอง คุณนากานิชิหาทุนให้ผมได้เข้าไปมีโอกาสเข้าร่วมการประชุมสุดยอดระดับโลกครั้งที่ 2 เรื่องการดำรงชีวิตอิสระของคนพิการ (Second World Summit on Independent Living) ณ รัฐฮาวาย ประเทศสหรัฐอเมริกา และนี่เองที่ทำให้ผมมีความเข้าใจถ่องแท้เรื่องแนวคิดการดำรงชีวิตอิสระของคนพิการมากขึ้น

Photo of Emperience sharing The IL Training among participants

การแลกเปลี่ยนประสบการณ์ของผู้เข้าร่วมอบรม
ระหว่างการอบรมการดำรงชีวิตอิสระของคนพิการที่โรงเรียนอาชีวพระมหาไถ่ พัทยา

ในปีพ.ศ. 2545 องค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของญี่ปุ่น (JICA) อนุมัติการช่วยเหลือด้านการเงินให้กับโครงการ การดำรงชีวิตอิสระของคนพิการเป็นเวลา 3 ปี อีกทั้งยังส่งผู้เชี่ยวชาญชาวญี่ปุ่นที่มีความพิการหลายท่านมาเป็นวิทยากรในการอบรมและการจัดทำเอกสาร โดยการอบรมครั้งแรกจัดขึ้นในเดือนมกราคม พ.ศ. 2545 มุ่งเน้นที่แนวคิดการดำรงชีวิตอิสระของคนพิการ ครั้งที่ 2 เดือนมกราคม พ.ศ. 2546 เน้นเรื่องการให้คำปรึกษาฉันท์เพื่อน โดยมีผู้นำคนพิการจาก 3 จังหวัดนำร่อง (นครปฐม นนทบุรี และ ชลบุรี) ที่เคยเข้าร่วมการอบรมครั้งแรกร่วมแบ่งปันประสบการณ์และแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับผู้เข้าร่วมประชุมคนอื่น ๆ ส่วนการอบรมครั้งที่ 3 นั้นจะจัดขึ้นในเดือนมกราคม พ.ศ. 2547 โดยมีหัวข้อสำคัญอยู่ที่การบริหารงานศูนย์การดำรงรงชีวิตอิสระของคนพิการ

การมองหาแนวทาง (Seeking Methodology)

หลังการอบรมครั้งแรกในเดือนมกราคม พ.ศ. 2545 เสร็จสิ้นลงเกิดปัญหาสำคัญเรื่องการดำรงชีวิตอิสระขึ้น 3 เรื่อง ทำอย่างไรให้คนที่เข้าร่วมการสัมมนาทางวิชาการนำความรู้ที่ได้ไปประยุกต์ใช้ได้จริง ทำอย่างไรให้คนที่เข้าร่วมอบรมเข้าใจแนวคิดการดำรงชีวิตอิสระของคนพิการเพื่อนำไปใช้ในการสร้างโครงการนำร่องใน 3 จังหวัดได้ ทำอย่างไรให้โครงการนำร่องเหล่านี้รวมทั้งการเคลื่อนไหวเรื่องการดำรงชีวิตอิสระของคนพิการพัฒนาไปสู่จังหวัดอื่น ๆ และเผยแพร่ไปสู่ประเทศอื่นในภูมิภาค

การตระหนักเรื่องความพิการ (Disability Awareness)

คณะทำงานซึ่งประกอบไปด้วยตัวแทนจากโรงเรียนอาชีวพระมหาไถ่ พัทยา สมาคมคนพิการทุกประเภทจังหวัดนครปฐม สมาคมคนพิการนนทบุรี และกลุ่มคนพิการพัฒนาชลบุรี ก่อตั้งขึ้นเพื่อรับมือกับปัญหาเหล่านี้ อีกทั้งพวกเขายังมองความเคลื่อนไหวเรื่องการดำรงชีวิตอิสระของคนพิการในมุมมองกว้างกว่าแค่การจัดการสัมมนาทางวิชาการและการฝึกอบรม พวกเขาต้องการประชาสัมพันธ์แนะนำการดำรงชีวิตอิสระของคนพิการด้วยการเตรียมออกจดหมายข่าวและจัดทำบทวิทยุ

Photo of Participants attended IL Seminar at Thailand Culture Centre

ผู้เข้าร่วมอบรมการสัมมนาทางวิชาการ 1 วัน
ณ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย ประมาณ 300 คน

การสำรวจและประเมินผล (Research and Evaluation)

ผู้เข้าร่วมอบรมโครงการการดำรงชีวิตอิสระของคนพิการใน 3 จังหวัดนำร่องทำงานอย่างแข็งขันเพื่อออกค้นหาคนพิการในจังหวัดของตนและชักนำให้คนพิการเหล่านั้นเข้าร่วมโครงการ โดยการวางแผนจัดทำโปรแกรมการดำรงชีวิตอิสระที่รวมไปถึงการฝึกทักษะ การคัดเลือกคนพิการเข้าโครงการ และการฝึกอบรมและจัดสรรผู้ช่วยเหลือส่วนตัวสำหรับคนพิการ ตามด้วยการสรุปผลและจัดทำเอกสารของการติดตามผลงาน ประเมินผล และบทเรียนที่ได้เรียนรู้เพื่อเป็นแนวทางการเรียนรู้ต่อไป

การฝึกอบรม (Training for Trainees)

ปัญหาสำคัญเรื่องที่สองคือการพัฒนาทรัพยากรโครงการการดำรงชีวิตอิสระของคนพิการ เช่นการคัดเลือกแกนนำคนพิการ โดยเฉพาะคนพิการที่มีความพิการระดับรุนแรงเข้ารับการอบรมเพื่อควบคุมดูแลโครงการ แต่การหาคนพิการที่มีเวลาและแหล่งเงินสำหรับเป็นค่าใช้จ่ายส่วนตัวเพื่อเข้าร่วมโครงการนั้นไม่ใช่เรื่องงาย ค่าใช้จ่ายในการเดินทางของคนเหล่านี้ถือเป็นเรื่องที่สำคัญอย่างยิ่งเนื่องจากพวกเขาไม่สามารถใช้บริการขนส่งมวลชนได้ อีกทั้งหลายคนต้องมีผู้ช่วยเหลือส่วนตัว ส่วนคนที่เข้าร่วมโครงการรายอื่นที่มีงานทำกลับต้องมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นในขณะที่รายรับมีเท่าเดิมหรืออาจลดลง

คนพิการระดับรุนแรง (Persons with Severe Disabilities)

โครงการสามารถดำเนินการต่อไปได้หากยังมีคนพิการระดับรุนแรงที่เต็มใจและสามารถเป็นผู้นำคนพิการได้ ในการออกเยี่ยมคนพิการครั้งหนึ่ง คณะทำงานพบกับปัญหามากมาย เช่นพบว่าคนพิการหลายคนต้องการรถเข็นสำหรับคนพิการ เบาะนั่งเพื่อป้องกันแผลกดทับ การรักษาทางการแพทย์และ/หรือการฟื้นฟูสมรรถภาพ ซึ่งทางคณะทำงานยังคงหาทางสนองความต้องการเหล่านี้อยู่

คุณค่าในตนเอง (Self-esteem)

ปัญหาสำคัญประการสุดท้ายคือการทำให้คุณค่าในตัวเองของคนพิการลดลงจากคนพิการเองหรือคนที่คอยดูแลพวกเขาเนื่องจากคนเหล่านี้ไม่ได้ตระหนักถึงคุณค่าในชีวิตของคนพิการ คนพิการบางรายขาดความกระตือรือร้นที่จะพัฒนาศักยภาพของตน พวกเขาไม่สนใจเสาะแสวงหางานหรือแม้แต่การมีชีวิตอยู่เหมือนคนทั่วไป พวกเขาเพียงแต่อาศัยคนอื่นเพื่อการอยู่รอดไปวัน ๆ บางครอบครัวไม่เห็นคุณค่าในชีวิตของสมาชิกในครอบครัวที่มีความพิการ บางครอบครัวอับอายที่มีสมาชิกในครอบครัวเป็นคนพิการจึงได้แต่ซ่อนคนพิการเหล่านี้ไว้ไม่ให้สังคมรับรู้

ความท้าทาย (Challenges)

ถึงแม้จะพบกับปัญหาและอุปสรรคต่าง ๆ คณะทำงานก็ไม่ลดละความตั้งใจ พวกเขายังคงตั้งใจเรียนรู้จากการเข้าอบรม การแบ่งปันความคิดภายในกลุ่ม และการได้พบปะกับคุณนากานิชิที่เสียสละเวลาให้คำแนะนำต่าง ๆ ผ่านทางอีเมล์ หรือผ่านการจัดประชุมคณะทำงานในประเทศไทย

ข้อค้นพบที่น่าเป็นห่วง 5 ประการ (Five Areas of Concern)

เมื่อสิ้นปีพ.ศ. 2545 คณะทำงานค้นพบหัวข้อที่น่าสนใจ 5 ประการ

การส่งเสริมศักยภาพให้แก่ผู้เข้ารับการฝึกอบรม

การส่งเสริมศักยภาพให้แก่ผู้เข้ารับการฝึกอบรม

  1. คนพิการภายหลังในระดับรุนแรงหลายคนอาจคิดฆ่าตัวตาย บางคนฆ่าตัวตายสำเร็จ บางคนไม่สำเร็จ การให้กำลังใจแก่คนพิการในสภาวะวิกฤติเป็นสิ่งที่สำคัญและจำเป็นอย่างยิ่ง
  2. การฟื้นฟูสมรรถภาพคนพิการยังไม่มีคุณภาพดีพอให้คนพิการมีชีวิตอิสระได้ หลังการฟื้นฟูสมรรถภาพคนพิการระดับรุนแรงยังคงอยู่ในสภาวะพึ่งพิง
  3. คนพิการยังถูกทิ้งให้ดำเนินชีวิตตามยถากรรม ต้องทุกข์ทรมานทั้งร่างกายและจิตใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนพิการระดับรุนแรง
  4. คนพิการระดับรุนแรงสามารถดำรงชีวิตอิสระได้หากได้รับการฝึกทักษะ และมีผู้ช่วยเหลือส่วนตัวตามความจำเป็น
  5. การพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการต้องทำให้การให้บริการต่าง ๆ มีการวางแผนและดำเนินการอย่างเป็นระบบ

สรุป

โครงการการดำรงชีวิตอิสระของคนพิการโดยเฉพาะเรื่องการอบรมการให้คำปรึกษาฉันท์เพื่อนส่งผลให้มีการพัฒนาแนวคิดการดำรงชีวิตอิสระของคนพิการในประเทศไทยขึ้น อีกทั้งแนวคิดนี้สามารถประยุกต์ใช้กับประเทศเพื่อนบ้านของไทยที่มีสภาพเศรษฐกิจ การเมือง สังคมและวัฒนธรรมที่เหมือนกันได้

ผมมั่นใจว่าหลังจากโครงการนำร่อง 3 ปีนี้สิ้นสุดลง พวกเราจะได้คำตอบให้กับสังคมไทยเราว่าการดำรงชีวิตอิสระของคนพิการจะเป็นไปได้หรือไม่ ทำไม และทำอย่างไรให้การดำรงชีวิตอิสระของคนพิการประสบความสำเร็จ

ผมหวังว่าสมาชิกของจังหวัดนำร่องจะเพิ่มขึ้นในอนาคต และช่วยกันเรียกร้องให้รัฐบาลออกนโยบายแห่งชาติที่คลอบคลุมเรื่องกฎหมายและระเบียบต่าง ๆ ที่เอื้อประโยชน์สำหรับคนพิการ ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะเป็นจริงได้ด้วยการพิจารณาจัดตั้ง Institutional Base Concept and Community Welfare of Civil Society ทั้งหมดที่กล่าวมานี้นับว่าเป็นเรื่องที่ท้าทายอย่างยิ่งต่อการการฟื้นฟูสมรรถภาพ และการช่วยเหลือคนพิการให้พัฒนาศักยภาพของตนอย่างเต็มที่ และผมเชื่อว่าจะมีการพัฒนาแนวคิดที่ดียิ่งขึ้นต่อไปเพื่อนำมาปรับใช้กับสังคมไทย




สัญลักษณ์ขององค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของญี่ปุ่น
สัญลักษณ์ของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์


Valid XHTML 1.0 Strict! Valid CSS!
  © , APCD Project. All rights reserved.
ปรับปรุงล่าสุด :