จากการดำเนินงานแผนปฏิบัติการระดับโลกว่าด้วยเรื่องคนพิการ ปี พ.ศ. 2525 และทศวรรษคนพิการปี พ.ศ. 2526-2536 ขององค์กรสหประชาชาติ ทำให้หลายคนเริ่มตระหนักว่า "ความพิการ" เป็นปัญหาสำคัญระดับโลกที่ด้องเร่งแก้ไข ถึงแม้ว่าหลายฝ่ายที่ทำงานด้านคนพิการจะทุ่มเทความพยายามอย่างเต็มที่ตลอดทศวรรษ แต่ยังคงมีคนพิการอีกจำนวนมากในภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิกที่ยังไม่ได้รับโอกาสและความเสมอภาคทัดเทียมกับผู้อื่น ยังคงถูกสังคมทอดทิ้งไว้เบื้องหลังการพัฒนาทางเศรษฐกิจและสังคมทั้งปวง และด้วยเหตุนี้เองคณะกรรมาธิการเศรษฐกิจและสังคมแห่งเอเชียและแปซิฟิก (ESCAP) จึงประกาศให้ พ.ศ. 2536-2546 เป็นทศวรรษคนพิการแห่งเอเชียและแปซิฟิก และประกาศ แผนปฏิบัติงานสำหรับทศวรรษในวาระการประชุมกรรมาธิการที่ 48 เมื่อปี พ.ศ. 2535 ซึ่งในแผนปฏิบัติงาน ระบุไว้ว่า "ความร่วมมือระดับภูมิภาค" เป็นเรื่องสำคัญที่จะทำให้เป้าหมายของ "การมีส่วนร่วมอย่างเต็มที่และความเสมอภาคของคนพิการ" ในประเทศของภูมิภาคให้สำเร็จลุล่วงไปด้วยดี นอกจากนี้ ความสำคัญของ "ความร่วมมือระหว่างประเทศ" ก็ถูกระบุไว้ในในกฎมาตรฐานเพื่อความเสมอภาคและโอกาสอันเท่าเทียมกันของคนพิการ พ.ศ. 2537 เช่นกัน
ด้วยเหตุนี้เองที่ทำให้ความคิดเรื่องการก่อตั้งศูนย์ระดับภูมิภาคเพื่อคนพิการแห่งเอเชียและแปซิฟิกเป็นที่ยอมรับในเรื่องความสำคัญของความร่วมมือระดับภูมิภาคด้านคนพิการเมื่อช่วงทศวรรษที่ 80's-90's

พิธีลงนามในข้อตกลงความร่วมมือ
เพื่อส่งเสริมความพยายามต่อทศวรรษคนพิการแห่งเอเชียและแปซิฟิก มติเรื่อง การสร้างความเข้มแข็งด้านความช่วยเหลือระดับภูมิภาคสำหรับคนพิการ ถูกนำเสนอโดยรัฐบาลญี่ปุ่นและต่อมา ESCAP ได้รับข้อมติไว้ในวาระการประชุมคณะกรรมาธิการที่ 54 พ.ศ. 2541 การริเริ่มก่อนหน้านั้นของประเทศญี่ปุ่นเรื่องความร่วมมือระดับภูมิภาคด้านคนพิการในเอเชียและแปซิฟิกถูกนำมาเสนอไว้ในแผนการปฏิบัติงานของรัฐบาลสำหรับคนพิการในยุทธศาสตร์ seven years normalization strategy พ.ศ. 2538 ซึ่งความคิดนี้แท้จริงแล้วคิดค้นขึ้นโดยผู้นำคนพิการชาวญี่ปุ่นซึ่งเป็นบุคลที่มีศักยภาพและมีอิทธิพลต่อการวางนโยบายของรัฐบาล
พ.ศ. 2541 องค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของญี่ปุ่นได้ทำการศึกษาความเป็นไปได้ของการจัดตั้งศูนย์การปฏิบัติงานเพื่อเอื้ออำนวยต่อความร่วมมือระดับภูมิภาคด้านคนพิการ และพบว่าประเทศไทยมีความเหมาะสมที่สุดในภูมิภาคนี้ที่จะเป็นที่ตั้งศูนย์ระดับภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิกด้านคนพิการ เนื่องจากมีความพร้อมด้านที่ตั้งทางภูมิศาสตร์และโครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ ตลอดจนความร่วมมือกับหน่วยงานขององค์กรสหประชาชาติ และองค์กรเอกชนระหว่างประเทศอื่น ๆ อีกทั้งยังมีกฎหมาย นโยบายและองค์กรด้านคนพิการที่ชัดเจน ในช่วงปลายทศวรรษที่ 1990 ของประเทศไทย ผู้นำคนพิการที่มีศักยภาพหลายคนได้มีโอกาสเข้าร่วมในขั้นตอนการออกกฎหมายเกี่ยวกับคนพิการและได้ร่วมมือกับหน่วยงานรัฐบาลในการวางแผนและการจัดการการให้บริการคนพิการ หลังจากตรวจสอบข้อแนะนำต่าง ๆ จากการศึกษาในปี 2542 แล้วทำให้กระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม ภายใต้รัฐบาลไทยประสานงานกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่เกี่ยวข้องก่อตั้งคณะทำงานเพื่อวางแผนแนวทางของศูนย์ขึ้น
พ.ศ. 2544 ประเทศไทยได้รับรางวัลคนพิการระดับโลก คือ รางวัลแฟรงคลิน เดอลาโน รูสเวลท์ (Franklin Delano Roosevelt <FDR> International Disability Award) ในความชื่นชมต่อความทุ่มเทด้านคนพิการโดยเฉพาะการริเริ่มออกกฎหมายและนโยบายที่เอื้อประโยชน์กับคนพิการในช่วงทศวรรษที่ 90 ซึ่งเป็นข้อบ่งชี้ที่สำคัญว่าประเทศไทยเป็นประเทศตัวอย่างที่ดีสำหรับกับประเทศที่กำลังพัฒนาประเทศอื่น ๆ ด้านความร่วมมือระหว่างประเทศและความพยายามด้านคนพิการอย่างต่อเนื่อง
นับตั้งแต่ พ.ศ. 2542 คณะกรรมการฝ่ายไทยของ ศพอ. ภายใต้การดูแลของคณะกรรมการการฟื้นฟูสมรรถภาพคนพิการได้ปรึกษาหารือกันหลายครั้งเรื่องแนวคิดต่าง ๆ ในการจัดตั้ง ศพอ. ต่อมาสำนักงานคณะกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพคนพิการ สังกัดกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคมเป็นหน่วยงานรับผิดชอบจัดทำคำขอรับความช่วยเหลือจากรัฐบาลญี่ปุ่น เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานจัดตั้งศูนย์ระดับภูมิภาคด้านคนพิการในประเทศไทยเมื่อพ.ศ. 2543 จากนั้นในเดือนกรกฎาคม ปีพ.ศ. 2544 คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบให้มีการก่อตั้งศูนย์ในประเทศไทยภายใต้ชื่อศูนย์พัฒนาและฝึกอบรมคนพิการแห่งเอเชียและแปซิฟิก พร้อมทั้งอนุมัติงบประมาณในการดำเนินงานของศูนย์ ฯ นอกจากนี้สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีทรงพระราชทานเงินที่ประเทศไทยได้รับจากรางวัล FRD Award จำนวน 50,000 ดอลลาร์สหรัฐให้กับศูนย์อีกด้วย หลังจากการหารือกันหลายต่อหลายครั้งระหว่างผู้แทนรัฐบาลไทยและผู้แทนรัฐบาลญี่ปุ่นจากองค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของญี่ปุ่น (JICA) ในช่วงปีพ.ศ. 2544 และพ.ศ. 2545 ในที่สุดทั้งสองรัฐบาลลงมติเป็นเอกฉันท์เรื่องการเริ่มต้นความร่วมมือทางวิชาการและการแลกเปลี่ยนความชำนาญของศพอ. ตั้งแต่เดือนสิงหาคม พ.ศ. 2545 เพื่อสร้างกรอบการปฏิบัติงานและการเตรียมการกิจกรรมของศูนย์ ฯ
เป็นเรื่องน่ายินดีที่ตัวแทนจากองค์กรเอกชนโดยเฉพาะตัวแทนที่มีความพิการเข้ามามีส่วนร่วมอย่างกระตือรือล้นในการหารือหลายต่อหลายครั้งในฐานะสมาชิกของคณะกรรมการไทย และผู้แทนจาก JICA อีกทั้งยังช่วยสนับสนุนโครงการความร่วมมือทางวิชาการและการแลกเปลี่ยนความชำนาญและการดำเนินงานของศูนย์ ในขณะที่องค์กรเอกชนของไทยมีบทบาทสำคัญในการก่อตั้งโครงการตั้งแต่เริ่มต้นการก่อตั้งโครงการ องค์กรเอกชนระดับรากหญ้าในประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาค องค์กรเอกชนระหว่างประเทศ และหน่วยงานขององค์กรสหประชาชาติก็มีส่วนสนับสนุนการก่อตั้งโครงการด้วยการทำสำรวจ และด้านอื่น ๆ เป็นต้นเช่นกัน และรอคอยที่จะที่จะร่วมประสานงานกับ ศพอ.ต่อไปในอนาคตอันใกล้นี้
ในเดือน พฤษภาคม พ.ศ. 2545 นับว่าเป็นปีสิ้นสุดทศวรรษคนพิการแห่งเอเชียและแปซิฟิกของสหประชาชาติ ในวาระการประชุมคณะกรรมาธิการที่ 58 ของ ESCAP ได้มีการรับข้อมติด้วยความเห็นชอบจาก 29 ประเทศเรื่อง "การส่งเสริมสังคมบูรณาการปราศจากอุปสรรคและเคารพสิทธิขั้นพื้นฐานของคนพิการในภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิกแห่งศตวรรษที่ 21" โดยมติดังกล่าวระบุไว้ว่า " ขอต้อนรับความพยายามเพื่อการก่อตั้งศูนย์พัฒนาและฝึกอบรมคนพิการแห่งเอเชียและแปซิฟิก

คณะอนุกรรมการ
ในกรุงเทพมหานคร ภายในปีพ.ศ. 2547 ในฐานะสัญลักษณ์ของทศวรรษคนพิการแห่งเอเชียและแปซิฟิก เพื่อส่งเสริมการสร้างศักยภาพและสังคมปราศจากอุปสรรคของคนพิการในภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก ภายใต้ความร่วมมืออันดีระหว่างรัฐบาลไทยและรัฐบาลญี่ปุ่น " และ "กระตุ้นให้หน่วยงานทั้งภาครัฐ หน่วยงานขององค์กรสหประชาชาติ และองค์กรรัฐบาลระหว่างประเทศช่วยกันส่งเสริมการดำเนินการและกิจกรรมของ ศพอ. ด้วยความช่วยเหลือด้านต่าง ๆ ทั้งทางด้านการเงิน และด้านวิชาการ เนื่องจากเห็นความสำคัญของศูนย์ที่จะก่อตั้งในประเทศไทยในฐานะหนทางนำไปสู่ความสำเร็จและการรับประกันการติดตามผลระยะยาวของทศวรรษคนพิการแห่งเอเชียและแปซิฟิก รวมทั้งเพื่อกระตุ้นให้องค์กรคนพิการ องค์กรเอกชน และส่วนงานเอกชนให้ความช่วยเหลือที่เหมาะสมต่อการดำเนินการและกิจกรรมต่าง ๆ ของศูนย์ ฯ"
