skip navigation

3. สถานการณ์ปัจจุบันของคนพิการ

3.1 คำจำกัดความและการจำแนกประเภท

ในนิยามของไทยนั้น "คนพิการ หมายถึง บุคคลซึ่งถูกจำกัดความสามารถในการปฏิบัติกิจกรรมในชีวิตประจำวันและไม่สามารถมีส่วนร่วมทางสังคมได้โดยวิธีการทั่วไป เนื่องจากมีความบกพร่องทางการมองเห็น การได้ยิน การเคลื่อนไหว การสื่อสาร จิตใจ อารมณ์ พฤติกรรม สติปัญญาหรือการเรียนรู้ และมีความต้องการจำเป็นพิเศษด้านต่างๆ เพื่อให้สามารถดำเนินชีวิตและมีส่วนร่วมในสังคมได้อย่างบุคคลทั่วไป"

กฎกระทรวง ฉบับที่ 2 ปี 2537 ได้กำหนดประเภทของคนพิการไว้ดังนี้

1. คนพิการทางการมองเห็น
  (ก) คนที่เมื่อใช้แว่นสายตาธรรมดากับสายตาข้างที่ดีกว่าแล้วมองเห็นน้อยกว่า 6/18 หรือ 20/70 ลงไปจนมองไม่เห็นแม้แต่แสงสว่างเลย
  (ข) (ข) คนที่มีลานสายตาแคบกว่า 30 องศา
2. คนพิการทางการได้ยินหรือการสื่อความหมาย
  (ก) คนที่ได้ยินเสียงที่ความถี่ 500 เฮิรตซ์ 1000 เฮิรตซ์ หรือ 2000 เฮิรตซ์ ในหูข้างที่ดีกว่า คือ มีความดังเฉลี่ย ดังต่อไปนี้
    สำหรับเด็กอายุไม่เกิน 7 ปี เกิน 40 เดซิเบลขึ้นไปจนไม่ได้ยินเสียง
    สำหรับคนทั่วไปเกิน 55 เดซิเบลขึ้นไปจนไม่ได้ยินเสียง
  (ข) คนที่มีความผิดปกติหรือความบกพร่องในการเข้าใจ หรือการใช้ภาษาพูด จนไม่สามารถสื่อความหมายกับคนอื่นได้
3. คนพิการทางกายหรือการเคลื่อนไหว
  (ก) คนที่มีความผิดปกติหรือความบกพร่องของร่างกายที่เห็นได้อย่างชัดเจน และไม่สามารถประกอบกิจวัตรหลักในชีวิตประจำวันได้
  (ข) คนที่สูญเสียความสามารถในการเคลื่อนไหวมือ แขน ขา หรือลำตัว อันเนื่องมาจากแขนหรือขาขาด อัมพาตหรืออ่อนแรงโรคข้อหรืออาการปวดเรื้อรัง รวมทั้งโรคเรื้อรังของระบบการทำงานของร่างกายอื่นๆ ที่ทำให้ไม่สามารถประกอบกิจวัตรหลักในชีวิตประจำวันหรือดำรงชีวิตในสังคมเยี่ยงคนปกติได้
4. คนพิการทางจิตใจหรือพฤติกรรม
  (ก) คนที่มีความผิดปกติหรือความบกพร่องทางจิตใจหรือสมองในส่วนของการรับรู้อารมณ์ความคิดจน ไม่สามารถควบคุมพฤติกรรมที่จำเป็นในการดูแลตนเองหรืออยู่ร่วมกับผู้อื่น
5. คนพิการทางสติปัญญาหรือการเรียนรู้
  (ก) คนที่มีความผิดปกติหรือความบกพร่องทางสติปัญญาหรือสมองจนไม่สามารถเรียนรู้ด้วยวิธีการศึกษาปกติได้

3.2 นโยบายรัฐบาลและนโยบายแห่งชาติว่าด้วยคนพิการ

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ปี 2540 ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน ความโปร่งใส การเพิ่มศักยภาพให้ชุมชนท้องถิ่นและการพัฒนาในภาครัฐ

แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 8 (2540-2544) ได้มีแผนที่จะส่งเสริมการให้บริการและความสนับสนุนแก่คนพิการ โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตและเพิ่มศักยภาพในการพึ่งตนเองของคนพิการ แผนพัฒนานี้เน้นที่การส่งเสริมให้คนพิการเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาสังคม นอกจากนี้ยังส่งเสริมการฟื้นฟูสมรรถภาพคนพิการ เช่น การให้บริการทางการแพทย์โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย การให้การศึกษาทุกระดับ การให้ทุนการศึกษาและโอกาสทางอาชีพ

ในปี 2542 รัฐบาลได้ประกาศกฎกระทรวงซึ่งมีจุดมุ่งหมายเพื่อช่วยให้คนพิการสามารถเข้าถึงสิ่งอำนวยความสะดวกสาธารณะได้

แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 9 ได้บ่งบอกถึงแผนการพัฒนาของประเทศไทยในปี 2545-2549 โดยมีแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 8 ในช่วงปี 2540-2544 มากำหนดทิศทางของแผนพัฒนาฉบับใหม่นี้ จุดประสงค์ข้อหนึ่งของแผนพัฒนาฉบับนี้ คือ การให้สวัสดิการทางสังคมแก่คนพิการ นอกจากนี้ยังเน้นการพัฒนาการบริการสังคมและการทำให้เกิดการเข้าถึงสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆอย่างเท่าเทียมกัน แผนพัฒนาฉบับนี้ยังมุ่งเน้นการพัฒนาคนและการสร้างความเสมอภาค


3.3 ระบบรัฐบาล

กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงศึกษาธิการ และกระทรวงสาธารณสุข ได้รับมอบหมายให้ส่งเสริมและสนับสนุนผลประโยชน์ของคนพิการ สำนักส่งเสริมและพิทักษ์คนพิการภายใต้กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์มีหน้าที่รับผิดชอบโดยตรงต่อประเด็นด้านคนพิการ

กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (กระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคมเดิม)

กิจกรรมและการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับคนพิการถูกโอนไปยังสำนักส่งเสริมและพิทักษ์คนพิการซึ่งเป็นหน่วยงาน ในสังกัดของสำนักงานส่งเสริมสวัสดิภาพและพิทักษ์เด็ก เยาวชน ผู้ด้อยโอกาส คนพิการ และผู้สูงอายุ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์

กระทรวงศึกษาธิการ

รับผิดชอบการศึกษาและการฝึกอาชีพสำหรับคนพิการ

กระทรวงสาธารณสุข

รับผิดชอบการให้บริการทางการแพทย์และการฟื้นฟูสมรรถภาพแก่คนพิการ

แผนผัง 1: ผังโครงสร้างของหน่วยงานที่ได้รับมอบหมาย (ระดับชาติ)

รูป 2

3.4 ความร่วมมือระดับภูมิภาค

ประเทศไทยได้พยายามดำเนินการให้การสนับสนุนแก่คนพิการทั้งในระดับชาติ ระดับภูมิภาคและระดับนานาชาติ ในเดือนมิถุนายน 2536 ไทยลงนามในคำประกาศว่าด้วยการมีส่วนร่วมอย่างเต็มที่และความเสมอภาคของคนพิการแห่งภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิกโดย ESCAP ไทยมีบทบาทในโครงการระดับภูมิภาค โดยเฉพาะอย่างยิ่งโดยการประสานงานกับ ESCAP

ในปีเดียวกันนั้น ไทยเป็นหนึ่งสามชาติที่ได้รับเลือกจาก ESCAP ให้ดำเนินโครงการนำร่องเพื่อการส่งเสริมสภาพแวดล้อมที่ปราศจากอุปสรรคสำหรับคนพิการและผู้สูงอายุ (Promotion of a Non-Handicapping Environment for Disabled Persons and the Elderly) ต่อมาในปี 2542 ไทยเป็นเจ้าภาพในการประชุมในหัวข้อการศึกษาสำหรับเด็กและเยาวชนที่พิการในศตวรรษที่ 21 โดยสภาคนพิการแห่งประเทศไทย (Council of Disabled People of Thailand) ร่วมกับองค์กรพัฒนาเอกชนของญี่ปุ่นจัดโครงการอบรมเรื่องการผลิตและบำรุงรักษารถเข็น ต่อมาโครงการอบรมนี้พัฒนาขึ้นเป็นศูนย์การอบรมภายใต้ชื่อว่า “คลินิกการบำรุงรักษารถเข็น” รัฐบาลไทยให้ความสนับสนุนแก่ศูนย์แห่งนี้ในรูปที่ดินและการก่อสร้างในขณะที่องค์กรพัฒนาเอกชนของญี่ปุ่นสนับสนุนด้านเครื่องจักรกลและอุปกรณ์ที่จำเป็น


3.5 ข้อมูลทางสถิติ

ประเทศไทยยังไม่เคยทำการสำรวจสำมะโนคนพิการแห่งชาติ อย่างไรก็ตามได้มีการสำรวจข้อมูลเกี่ยวกับคนพิการในประเทศไทยแล้ว 3 ครั้ง

ในปี 2534 กระทรวงสาธารณสุข สำนักงานสถิติแห่งชาติ (NCO) และสำนักนายกรัฐมนตรีทำการสำรวจข้อมูลคนพิการในประเทศโดยแบ่งเป็น 2 ประเภท คือ การแพทย์และการศึกษา การสำรวจทางการแพทย์แบ่งประเภทคนพิการเพื่อจุดประสงค์ของการรักษาและการฟื้นฟูสมรรถภาพ ในขณะที่การสำรวจทางการศึกษามองความพิการว่าเป็นความผิดปกติทางกายและทางจิตที่อาจเป็นภาระหรือปัญหาของสังคม

สำนักงานสถิติแห่งชาติทำการสำรวจข้อมูลคนพิการทั่วประเทศเป็นประจำทุก 5 ปี ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการสำรวจสุขภาพและสวัสดิการ ในการสำรวจครั้งล่าสุดในปี 2544 พบว่าคนพิการส่วนใหญ่คือเกือบ 80% อาศัยอยู่นอกเขตเทศบาล

กระทรวงสาธารณสุขทำการสำรวจเพื่อประเมินสุขภาพแห่งชาติในปี 2534 และ 2539 ซึ่งมีคำถามเกี่ยวกับความพิการด้วย อย่างไรก็ตามผลการสำรวจเหล่านี้นำมาใช้เป็นการภายในเท่านั้น

ในปี 2542 องค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของญี่ปุ่น (JICA) ซึ่งเป็นองค์กรพัฒนาของรัฐบาลญี่ปุ่นร่วมกับสภาคนพิการทุกประเภทแห่งประเทศไทย (DPI-Thailand) ทำการสำรวจอย่างจำกัดเกี่ยวกับคนพิการในประเทศไทย

สำนักส่งเสริมและพิทักษ์คนพิการในสังกัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์เปิดบริการจดทะเบียนคนพิการ โดยถึงวันที่ 31 มกราคม 2546 มีคนพิการมาจดทะเบียนแล้วรวมทั้งสิ้น 343,526 คน


3.6 กฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง

กฎหมายว่าด้วยคนพิการที่สำคัญของไทย ได้แก่

  1. รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
  2. พระราชบัญญัติฟื้นฟูสมรรถภาพคนพิการ พ.ศ. 2534 และ
  3. กฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 ขจัดข้อกำจัดและข้อห้ามทั้งหมดที่เคยมีอยู่เกี่ยวกับคนพิการด้วยความดังนี้

มาตรา 30 บัญญัติว่า บุคคลย่อมเสมอกันในกฎหมายและได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายเท่าเทียมกัน การเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมต่อบุคคลเพราะเหตุแห่งความแตกต่างในเรื่องสภาพทางกายหรือสุขภาพจะกระทำมิได้

มาตรา 55 บัญญัติว่า บุคคลซึ่งพิการหรือทุพพลภาพมีสิทธิได้รับสิ่งอำนวยความสะดวก อันเป็นสาธารณะและความช่วยเหลืออื่นจากรัฐ ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ

มาตรา 80 บัญญัติว่า รัฐต้องคุ้มครองและพัฒนาเด็กและเยาวชน ส่งเสริมความเสมอภาคของหญิงและชาย เสริมสร้างและพัฒนาความเป็นปึกแผ่นของครอบครัว และความเข้มแข็งของชุมชน

พระราชบัญญัติฟื้นฟูสมรรถภาพคนพิการ พ.ศ. 2534

ประเทศไทยเริ่มร่างพระราชบัญญัติฟื้นฟูสมรรถภาพคนพิการ ในปี 2522 เพื่อคุ้มครองสิทธิของคนพิการและสร้างมาตรฐานสำหรับคนงาน ในปี 2534 หรือ 12 ปี หลังจากนั้น พระราชบัญญัติก็ผ่านเป็นกฎหมาย พระราชบัญญัติฉบับนี้ส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิของคนพิการและจัดให้พวกเขาได้รับการพัฒนาและฟื้นฟูสมรรถภาพ นอกจากนี้ พระราชบัญญัติฉบับนี้ยังเน้นที่การจ้างงานสำหรับคนพิการเป็นพิเศษ โดยที่คนพิการมีสิทธิที่จะได้รับบริการทางการแพทย์ การศึกษา การฟื้นฟูอาชีพ การจ้างงาน และการสนับสนุนจากชุมชน อย่างไรก็ตามการจะได้รับบริการดังกล่าวมานั้นคนพิการต้องจดทะเบียนคนพิการกับรัฐ

กฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง

มีกฎกระทรวงและระเบียบต่างๆ มากมายออกตามความในพระราชบัญญัติฟื้นฟูสมรรถภาพคนพิการ

กฎกระทรวงฉบับแรกออกตามความในมาตรา 17 ของพระราชบัญญัติฟื้นฟูสมรรถภาพคนพิการ โดยกำหนดให้บริษัทเอกชนรับคนพิการเข้าทำงาน กฎกระทรวงฉบับที่ 1 กำหนดสัดส่วนของลูกจ้างที่เป็นคนพิการที่บริษัทเอกชนต้องจ้าง นายจ้างที่มีลูกจ้างมากกว่า 200 คน จะต้องจ้างคนพิการเพิ่มหนึ่งคนต่อลูกจ้างทุก 100 คนที่เพิ่มขึ้น ทั้งนี้นายจ้างที่ไม่จ้างคนพิการจะต้องสมทบเงินเข้ากองทุนเพื่อคนพิการ

ตาราง 5 แสดงระเบียบและนโยบายที่ออกตามความในพระราชบัญญัติ กฎหมายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับสิทธิและการจ้างงานและการจัดอบรมแก่คนพิการอยู่ในตาราง 5

ตาราง 5
ระเบียบและนโยบายเพื่อการบังคับใช้กฎหมายหลัก
ระเบียบหรือนโยบาย ออกตามความในกฎหมาย สาระสำคัญ
กฎกระทรวง ฉบับที่ 1 พ.ศ. 2537 ว่าด้วย การจ้างงานคนพิ การและการสมทบเงินเข้ากองทุนฟื้นฟูสมรรถภาพคนพิการ มาตรา 17 ของพระราชบัญญัติฟื้นฟูสมรรถภาพ คนพิการกำหนดให้บริษัทเอกชนจ้างคนพิการเข้าทำงาน เป้าหมายคือเพื่อกำหนดสัดส่วนของลูกจ้างพิการที่บริษัทเอกชนต้องจ้าง และอัตราค่าทดแทนที่นายจ้างหรือเจ้าของบริษัทต้องจ่ายให้แก่กองทุนฟื้นฟูสมรรถภาพคนพิการ (ดูหมายเหตุ)
กฎกระทรวง ฉบับที่ 2 พ.ศ. 2537 ว่าด้วย การกำหนดประเภทและเกณฑ์สำหรับคนพิการ มาตรา 4 ของพระราชบัญญัติฟื้นฟูสมรรถภาพคนพิการกำหนด ว่าคนพิการหมายถึงคนที่มีความผิดปกติหรือ บกพร่องทางร่างกาย ทางสติปัญญา หรือทางจิตใจ กำหนดประเภทและเกณฑ์สำหรับคนพิการ โดยแบ่งคนพิการออกเป็นคนที่มีความพิการทางการได้ยินหรือการสื่อความหมาย กายหรือการเคลื่อนไหว จิตใจหรือพฤติกรรม สติปัญญาหรือความสามารถในการเรียนรู้
กฎกระทรวง ฉบับที่ 3 พ.ศ. 2537 ว่าด้วย การให้บริการฟื้นฟูสมรรถภาพทางการแพทย์ และค่าใช้จ่ายสำหรับการดูแลรักษาและอุปกรณ์ มาตรา 15 ของพระราชบัญญัติฟื้นฟูสมรรถภาพคนพิการกำหนด ให้คนพิการที่จดทะเบียนตามมาตรา 14 ได้รับบริการทางการแพทย์ ให้บริการฟื้นฟูสมรรถภาพทางการแพทย์และค่าดูแลรักษาและอุปกรณ์ โดยมีจุดประสงค์เพื่อแก้ไขสภาพทางกาย สติปัญญาหรืออารมณ์หรือพัฒนาสภาพที่คนพิการเป็นอยู่
กฎกระทรวงว่าด้วยการเข้าถึงบริการของคนพิการ ธันวาคม 2542 มาตรา 17 ของพระราชบัญญัติฟื้นฟูสมรรถภาพคนพิการ ให้อำนาจรัฐมนตรีมีสิทธิในการออกแบบและลักษณะของอาคารสถานที่ มีบทบัญญัติเกี่ยวกับการคุ้มครองสวัสดิภาพ บริการทางสังคม เช่น การปรับปรุงสภาพความเป็นอยู่ ความเสมอภาค และการกำจัดอุปสรรคที่ขัดขวางไม่ให้คนพิการเข้าถึงสิ่ง
มติคณะรัฐมนตรี วันที่ 12 กรกฎาคม 2537: การฟื้นฟูอาชีพและการจ้างงานสำหรับคนพิการ เกี่ยวข้องกับมาตรา 15 (2) ของพระราชบัญญัติฟื้นฟูสมรรถภาพคนพิการซึ่งบัญญัติเกี่ยวกับการ ให้คนพิการได้เรียนในชั้นเรียนปกติ มติคณะรัฐมนตรีฉบับนี้ประกาศว่าสถาบันฝึกอาชีพ ทุกสถาบันต้องรับนักเรียนพิการ (ESCAP, 1999, หน้า 292)
มติคณะรัฐมนตรี วันที่ 8 เมษายน 2540: โอกาสทางอาชีพสำหรับคนพิการในหน่วยงานของรัฐและรัฐวิสาหกิจ มาตรา 17 ของพระราชบัญญัติฟื้นฟูสมรรถภาพคนพิการซึ่งระบุเฉพาะ"นายจ้าง"ไม่ได้ระบุถึงรัฐ สนับสนุนโอกาสในการทำงานสำหรับคนพิการในองค์กรของรัฐและรัฐวิสาหกิจ แต่ไม่ได้กำหนดสัดส่วนการรับคนพิการเข้าทำงาน
มติคณะรัฐมนตรี วันที่ 10 มีนาคม 2541: มติว่าด้วยการเข้าถึง มาตรา 17 ของพระราชบัญญัติฟื้นฟูสมรรถภาพคนพิการและกฎกระทรวงที่ออกก่อนหน้านี้ คณะรัฐมนตรีมีมติให้หน่วยงานราชการปรับปรุงสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับคน พิการเพื่อให้สามารถเข้าถึงได้จริงแต่หน่วยงานราชการส่วนใหญ่ยังไม่ปฏิบัติตาม กฎกระทรวงปี 2542 ซึ่งกำหนดให้การปฏิบัติตามมติดังกล่าวเป็นสิ่งที่ต้องกระทำยังไม่ นำมาบังคับใช้
มติคณะรัฐมนตรี วันที่ 10 พฤศจิกายน 2541: การประกาศสิทธิของคนพิการ พระราชบัญญัติฟื้นฟูสมรรถภาพคนพิการ ขยายความพระราชบัญญัติ ซึ่งรวมถึงการให้คนพิการมีสิทธิที่จะได้รับการฟื้นฟูอาชีพ การฝึกอาชีพ และบริการจัดหางาน
ตาราง 6
กฎหมายสำคัญอื่นๆ ว่าด้วยการศึกษา อาชีพและการฟื้นฟูสมรรถภาพคนพิการ
กฎหมาย รายละเอียด
พระราชบัญญัติส่งเสริม การฝึกอาชีพ พ.ศ. 2537 พระราชบัญญัติฉบับนี้คุ้มครองสิทธิของคนพิการให้ได้รับการศึกษาตามรัฐธรรมนูญ คนพิการมีสิทธิเข้ารับการฟื้นฟูตั้งแต่ระยะแรก ได้รับอุปกรณ์และสิ่งอำนวยความสะดวกทางการศึกษา การเรียนที่บ้านโดยได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาล เด็กทุกคนได้รับการศึกษาภาคบังคับ 12 ปีโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย หนังสือเรียนและอุปกรณ์การศึกษาถูกจัดทำขึ้นเพื่อให้เพียงพอกับความต้องการของกลุ่มเป้าหมาย
พระราชบัญญัติส่งเสริม การฝึกอาชีพ พ.ศ. 2537 จัดการฝึกอาชีพแก่คนพิการที่สามารถทำงานได้เพื่อให้พวกเขามีทักษะซึ่งเป็นที่ต้องการของตลาดแรงงาน รวมทั้งเพิ่มกำลังการผลิตของภาคแรงงาน พระราชบัญญัติเรียกร้องให้นายจ้างและสถาบันฝึกอาชีพร่วมมือกันเพื่อจัดการฝึกอาชีพแก่นักเรียน กระทรวงแรงงานรับผิดชอบการดำเนินการ
พระราชบัญญัติส่งเสริมการฝึกอาชีพ พ.ศ. 2539 ให้ผู้ประกอบการเอกชนได้ลดภาษี 50% ของค่าใช้จ่ายในการฝึกอาชีพ และสิ่งกระตุ้นอื่นเพื่อส่งเสริมการฝึกอาชีพ ตั้งคณะกรรมการฝึกอาชีพโดยแบ่งเป็น 3 ส่วนเพื่อกำหนดมาตรฐานความชำนาญ
พระราชบัญญัติชดเชยการทำงาน พ.ศ. 2522 ให้การคุ้มครองแก่ลูกจ้างที่พิการเนื่องจากการทำงานเพื่อให้พวกเขาได้รับค่าชดเชยสำหรับค่ารักษาพยาบาล อวัยวะเทียม และอุปกรณ์ต่างๆ รวมทั้งการฟื้นฟูทางกายและจิตใจ นอกจากนี้ ภายใต้พระราชบัญญัติฉบับนี้ สำนักงานประกันสังคมยังให้บริการฟื้นฟูอาชีพพิเศษที่ศูนย์ฟื้นฟูสมรรถภาพที่บางพูน จ. ปทุมธานี พระราชบัญญัติยังส่งเสริมความปลอดภัยและสุขภาพในที่ทำงาน
พระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2533 พระราชบัญญัติประกันสังคมครอบคลุมลูกจ้างในกิจการภาคเอกชนที่มีคนงาน 10 คนขึ้นไป สมาชิกประกันสังคมจะได้รับสิทธิประโยชน์ต่างๆ (การดูแลสุขภาพ บริการฟื้นฟูสุขภาพ การทดแทนรายได้ เป็นต้น) ในกรณีเจ็บป่วย พิการ มีบุตร ชรา และเสียชีวิต หมวดที่ 8 ซึ่งเกี่ยวกับผลประโยชน์ในกรณีไม่มีงานทำยังไม่ถูกบังคับใช้ ค่าใช้จ่ายเพื่อการฟื้นฟูทางกายภาพ จิตใจและอาชีพจะได้รับการชดเชย คนพิการที่เป็นผู้ประกันตนจะได้รับค่าใช้จ่ายต่อเดือนเป็นเงิน 500 บาทจากประกันสังคม
พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 พระราชบัญญัติฉบับนี้ครอบคลุมการคุ้มครองแรงงานทุกด้าน เช่น การจ้างงาน กฎการชำระเงิน ค่าล่วงเวลา ค่าแรงกรณีทำงานวันหยุด ค่าตอบแทนซึ่งรวมถึง ค่าจ้างขั้นต่ำ สวัสดิการ ความปลอดภัยในการทำงาน และการให้พักงาน มีการตั้งกองทุนสวัสดิการลูกจ้างซึ่งจะช่วยเหลือครอบครัวของคนงานที่เสียชีวิต ลูกจ้างที่ออกจากงาน หรือกรณีอื่น กองทุนนี้ใช้ในบริษัทที่มีลูกจ้าง 10 คนขึ้นไปที่ไม่มีกองทุนบำเหน็จบำนาญ อย่างไรก็ตามพระราชบัญญัติฉบับนี้ไม่มีบทบัญญัติเกี่ยวกับบุคคลผู้มีความพิการในพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน
พระราชบัญญัติกองทุนบำเหน็จบำนาญ พ.ศ. 2530 กองทุนที่เกิดขึ้นด้วยความสมัครใจนี้ตั้งขึ้นเพื่อสร้างแผนการออมทรัพย์ก่อนเกษียณสำหรับลูกจ้างของบริษัทเอกชนขนาดใหญ่ก่อนที่จะมีการตราพระราชบัญญัติประกันสังคม ลูกจ้างจะสมทบเงินประมาณ 3-5% ของค่าจ้างที่ได้รับเข้ากองทุน และนายจ้างสมทบทุนในจำนวนเท่ากันหรือมากกว่าแต่ไม่เกิน 15% เข้ากองทุน พระราชบัญญัติกองทุนบำเหน็จบำนาญนี้ไม่ได้กล่าวถึงคนพิการโดยตรง
พระราชบัญญัติส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม พ.ศ. 2543 ก่อตั้งคณะกรรมการพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) ภายใต้สำนักงานวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ซึ่งดูแลกองทุนเพื่อการพัฒนา SME และจัดทำแผนเพื่อพัฒนา SME

รัฐบาลมีแผนจะตรา "พระราชบัญญัติสถาบันแรงงานคนพิการแห่งชาติ" ในปี 2546

3.7 สวัสดิการสังคม

______

3.8 การบริการทางการแพทย์ การฟื้นฟูสมรรถภาพ และอุปกรณ์เครื่องช่วยคนพิการ

ประเทศไทยมีนโยบายการฟื้นฟูสมรรถภาพคนพิการและแผนฟื้นฟูสมรรถภาพคนพิการแห่งชาติ

จากพระราชบัญญัติฟื้นฟูสมรรถภาพคนพิการ พ.ศ. 2534 คนพิการที่จดทะเบียนมีสิทธิได้รับบริการฟื้นฟูทางการแพทย์โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายจากโรงพยาบาลในสังกัดกระทรวงสาธารณสุข ทบวงมหาวิทยาลัย กระทรวงกลาโหม กระทรวงมหาดไทย และกรุงเทพมหานคร

ในประเทศไทยมีเพียงโรงพยาบาลขนาดใหญ่เท่านั้นที่มีการให้บริการฟื้นฟูสมรรถภาพทางการแพทย์โดยเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญและอุปกรณ์ทันสมัย โรงพยาบาลหลัก 3 แห่งที่ให้บริการฟื้นฟูทางการแพทย์ ได้แก่ 1) โรงพยาบาลเลิศสิน กระทรวงสาธารณสุข 2) โรงพยาบาลทหารผ่านศึก กระทรวงกลาโหม และ 3) โรงพยาบาลตำรวจ กระทรวงมหาดไทย ศูนย์สิรินธรเพื่อการฟื้นฟูสมรรถภาพทางการแพทย์แห่งชาติ (SNMRC) เป็นเพียงโรงพยาบาลเดียวที่ให้บริการฟื้นฟูสมรรถภาพแบบครบวงจร นอกจากนี้ยังมอบอุปกรณ์เครื่องช่วยเหลือแก่คนพิการและพยายามปรับปรุงให้อุปกรณ์ช่วยเหลือต่างๆ ได้มาตรฐาน

คนพิการส่วนใหญ่ในเมืองไทยจะได้รับอุปกรณ์เครื่องช่วยคนพิการจากองค์กรพัฒนาเอกชน (NGO) ผ่านทางการฟื้นฟูสมรรถภาพคนพิการโดยชุมชน (CBR) ทั้งนี้ CBR มีบทบาทสำคัญในไทยในฐานะวิธีการที่มีประสิทธิภาพในการพัฒนาการเข้าถึงบริการของคนพิการในชนบทและการจัดหาอุปกรณ์เครื่องช่วยสำหรับคนพิการ

รัฐบาลได้พยายามมุ่งเน้นการป้องกันความพิการจาก 2 ด้านหลัก คือ 1) การดูแลสุขภาพพื้นฐาน และ 2) ความปลอดภัยในการทำงาน กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงมหาดไทย กระทรวงแรงงาน และกระทรวงคมนาคมเป็นองค์กรหลักซึ่งรับผิดชอบประเด็นต่างๆ ด้านความพิการ

กระทรวงสาธารณสุขดูแลรับผิดชอบการดูแลสุขภาพพื้นฐานเพื่อป้องกันความพิการ โดยดำเนินโครงการต่างๆ เช่น การวางแผนครอบครัวสำหรับคู่แต่งงาน การให้ข้อมูลเกี่ยวกับโรคติดต่อ และการอบรมเรื่องการดูแลแม่และเด็ก ซึ่งรวมถึงการฉีดวัคซีน

ในปี 2532 รัฐบาลได้ใช้แผนแม่บทแห่งชาติเพื่อการป้องกันความบกพร่องทางสติปัญญา (รอข้อมูลเพิ่ม)

3.9 การฟื้นฟูสมรรถภาพคนพิการโดยชุมชน (CBR)

ประเทศไทยมีการนำวิธีการฟื้นฟูสมรรถภาพคนพิการโดยชุมชนมาใช้เป็นครั้งแรกในช่วงทศวรรษที่ 1980 โดยองค์กรพัฒนาเอกชน มูลนิธิเพื่อเด็กพิการ (มพก.) ซึ่งเป็นหนึ่งในองค์กรพัฒนาเอกชนในไทยใช้ CBR ตั้งแต่เริ่มดำเนินการ ในปี 2534 ศูนย์สิรินธรเพื่อการฟื้นฟูสมรรถภาพทางการแพทย์แห่งชาติ (SNMRC) นำ CBR มาใช้ในพื้นที่ชนบทและตั้งหน่วย CBR ขึ้นในองค์กร

3.10 การดำรงชีวิตอิสระของคนพิการ

______

3.11 ความตระหนักรู้ของสาธารณชน

Tการแข่งขันเฟสปิกเกมส์ครั้งที่ผ่านมา ความสามารถของคนพิการไทยกลายเป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวางจากสาธารณชนทั่วไปโดยการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ทางสื่อโดยองค์กรพัฒนาเอกชนและรัฐบาล

3.12. กีฬา

______

3.13. การป้องกัน

______

จุดมุ่งหมาย 7 ประการ ภายใต้กรอบการปฏิบัติงานแห่งสหัสวรรษจากทะเลสาบบิวา (BMF)

3.14 องค์กรช่วยเหลือตัวเองของคนพิการ ญาติพี่น้อง และสมาคมผู้ปกครอง

กรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการร่วมกับสมาคมคนพิการแห่งประเทศไทย สนับสนุนการรวมกลุ่มกันเป็นสมาคมของคนพิการในระดับจังหวัดทั่วประเทศ โดยรัฐบาลให้ความสนับสนุนทางการเงินและบุคลากรแก่สมาคมเหล่านี้

3.15 สตรีพิการ

______

3.16 การค้นหาความพิการและการเข้าฟื้นฟูตั้งแต่แรกเริ่ม และการให้การศึกษา

พระราชบัญญัติฟื้นฟูสมรรถภาพคนพิการ พ.ศ. 2534 ทำให้คนพิการมีสิทธิได้รับการศึกษาขั้นพื้นฐาน การฝึกอาชีพ และการศึกษาขั้นสูงตามแผนการศึกษาแห่งชาติ

ในปี 2537 รัฐบาลประกาศใช้แผนการพัฒนาการศึกษาพิเศษเพื่อคนพิการซึ่งกระทรวงศึกษาธิการเป็นผู้จัดทำ กระทรวงศึกษาธิการจัดเวทีสาธารณะในหัวข้อการจัดการศึกษาสำหรับคนพิการ ปี 2541 เพื่อระบุปัญหา ความต้องการ และคำแนะนำของคนพิการ

โอกาสทางการศึกษาสำหรับคนพิการได้รับการรับรองยิ่งขึ้นจากรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน ปี พ.ศ. 2540 ซึ่งกำหนดว่าพลเมืองชาวไทยทุกคนมีรับสิทธิอย่างเสมอภาคที่จะได้รับการศึกษาขั้นพื้นฐาน

จุดเปลี่ยนสำคัญของการจัดการศึกษาสำหรับคนพิการเกิดขึ้นในปี 2542 เมื่อรัฐบาลประกาศให้ปี 2542 เป็น "ปีแห่งการศึกษาสำหรับคนพิการ"ซึ่งเป็นหนึ่งในนโยบายแห่งชาติในปีนั้น โดยระบุอย่างชัดเจนว่า "คนพิการทุกคนที่อยากเรียน ต้องได้เรียน"ในปีเดียวกันนั้น รัฐบาลก็ได้ประโยชน์นโยบายการศึกษาใหม่เพื่อคนพิการซึ่งระบุว่าคนพิการต้องได้รับโอกาสทางกรศึกษาเท่าเทียมกับคนทั่วไป นโยบายนี้ถือเป็นนโยบายระยะยาวและเป็นเป้าหมายทางการศึกษาของคนพิการในประเทศไทย ซึ่งจะช่วยยกระดับความเป็นอยู่ของครอบครัวที่มีคนพิการด้วย

Tพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติที่ตราขึ้นในปี 2542 รับรองสิทธิของคนพิการในการได้รับการศึกษาตามสิทธิของพวกเขาในรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 พระราชบัญญัติฉบับนี้ได้รับการศึกษาขั้นพื้นฐาน 12 ปีโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย

ไทยมีระบบการศึกษา 3 ระบบสำหรับคนพิการ คือ

  1. โรงเรียนพิเศษสำหรับคนพิการซึ่งใช้หลักสูตรเดียวกับโรงเรียนทั่วไป
  2. โรงเรียนทั่วไปที่คนพิการมีสิทธิเข้าเรียนในทุกระดับชั้น และ
  3. การศึกษานอกโรงเรียนซึ่งไม่มีการจำกัดอายุผู้เรียนและมักจะริเริ่มโดยอาสาสมัคร นอกเหนือจากระบบดังกล่าวแล้ว ยังมีชั้นเรียนในโรงพยาบาลสำหรับเด็กที่เจ็บป่วยเรื้อรัง

ในปี 2541 วิทยาลัยราชสุดา มหาวิทยาลัยมหิดลจัดการศึกษาระดับอุดมศึกษาสำหรับคนพิการ วิทยาลัยมีหลักสูตรประกาศนียบัตร ปริญญาตรี และปริญญาโทในสาขาเกี่ยวกับความพิการ และมีโปรแกรมพิเศษสำหรับคนหูหนวก จนถึงปัจจุบันมีคนพิการจบการศึกษาระดับปริญญาโทจากวิทยาลัยราชสุดาแล้ว 18 คน มหาบัณฑิตบางคนจบการศึกษาในสาขาการฟื้นฟูสมรรถภาพคนพิการ บ้างก็จบในสาขาเทคโนโลยี ปัจจุบันมีนักศึกษาที่เป็นคนหูหนวกและมีความบกพร่องทางการได้ยิน 58 คนกำลังศึกษาอยู่ในระดับปริญญาตรี บางคนได้รับประกาศนียบัตรแล้ว นอกจากนี้วิทยาลัยยังมีหลักสูตรสำหรับผู้สอนภาษามือด้วย

3.17 การฝึกอบรมและการจ้างงาน

สืบเนื่องจากพระราชบัญญัติฟื้นฟูสมรรถภาพคนพิการ พ.ศ. 2534 ในปี 2537 กระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคมได้ออกกฎกระทรวงว่าด้วยการจ้างงานคนพิการ ซึ่งกำหนดสัดส่วนการจ้างงานสำหรับคนพิการเพื่อเพิ่มโอกาสในการมีงานทำของคนพิการ นายจ้างที่มีลูกจ้างเกิน 200 คนต้องจ้างคนพิการหนึ่งคน หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งคือบริษัทต่างๆ ต้องจ้างลูกจ้างที่เป็นคนพิการ 1 คนต่อลูกจ้างที่ไม่พิการทุก 200 คน ทั้งหน่วยงานของรัฐบาลและรัฐวิสาหกิจต้องปฏิบัติตามระเบียบนี้ ในกรณีที่นายจ้างหรือสถานประกอบการไม่รับคนพิการเข้าทำงานตามสัดส่วนที่กำหนด จะต้องเสียค่าปรับเข้ากองทุนฟื้นฟูสมรรถภาพคนพิการ

จากรายงานการสำรวจคนพิการ (2544) ทั่วประเทศมีลูกจ้างที่เป็นคนพิการไม่ถึง 1% ของลูกจ้างทั้งหมด

ตาราง 7
จำนวนคนที่มีงานทำ (อายุ 15 ปีขึ้นไป) แบ่งตามภาคและเขตการปกครอง
ภาคและเขตการปกครอง ลูกจ้างทั้งหมด ลูกจ้างที่ไม่ใช่คนพิการ ลูกจ้างที่เป็นคนพิการ ร้อยละของลูกจ้างพิการ
ทั่วประเทศ
•เทศบาล
• นอกเทศบาล
34,191,816
10,692,007
23,499,809
33,871,134
10,634,448
23,236,686
320,682
57,559
263,123
0.9%
0.5%
1.1%
กรุงเทพมหานคร
ภาคกลาง (ยกเว้นกรุงเทพฯ)
ภาคเหนือ
ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
ภาคใต้
4,179,094
7,735,836
6,352,313
11,132,808
4,191,791
4,162,892
7,688,732
6,268,368
11,592,483
4,158,685
16,202
47,104
83,945
140,325
33,106
0.4%
0.6%
1.3%
1.2%
0.8%

* ที่มา: รายงานการสำรวจคนพิการ 2544, สำนักงานสถิติแห่งชาติ

มีการจัดตั้งศูนย์ฝึกอาชีพพิเศษเพื่อสนับสนุนให้คนพิการมีความพร้อมที่จะออกไปทำงานรับจ้างหรือประกอบอาชีพส่วนตัว

ศูนย์ได้จัดหลักสูตรฝึกอาชีพมากมายควบคู่ไปกับการฝึกทักษะความชำนาญทางสังคมและการดูแลตนเอง

แม้ว่ารัฐบาลจะสนับสนุนการฝึกอาชีพและการศึกษาระดับสูงกว่าภาคบังคับ เปิดโอกาสทางอาชีพให้คนพิการมากขึ้น แต่การแข่งขันกับคนหางานคนอื่นยังคงเป็นภาระหนักสำหรับคนพิการ วิกฤตเศรษฐกิจในปี 2540 ยิ่งลดโอกาสการมีงานทำสำหรับคนพิการที่กำลังหางานทำลงให้น้อยลงไปอีก

การประกอบอาชีพส่วนตัวเป็นอีกโอกาสหนึ่งที่คนพิการจะสามารถพึ่งพาตนเองได้ ในรายงานการศึกษาของ JICA ปี 2542 พบว่าคนพิการส่วนใหญ่ต้องการประกอบอาชีพส่วนตัว และในความจริงรายงานการสำรวจคนพิการ ปี 2544 ในไทยก็ระบุว่าคนพิการจำนวนมาก (41.6%) ประกอบอาชีพส่วนตัว

รัฐบาลให้การสนับสนุนทางการเงินแก่คนพิการที่ต้องการประกอบอาชีพอิสระ คนพิการสามารถขอเงินกู้ระยะยาวปลอดดอกเบี้ยจากกองทุนฟื้นฟูสมรรถภาพคนพิการเพื่อประกอบธุรกิจของตนเอง จากรายงานของกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ มีคนพิการ 12,500 คนได้รับเงินกู้รายละ 20,000 บาท ตั้งแต่ปี 2540- 2542

ตาราง 8
จำนวนคนพิการที่ได้รับการฝึกอาชีพในศูนย์ฟื้นฟูอาชีพคนพิการทั่วประเทศ ปี 2541-2545
ศูนย์ฟื้นฟูอาชีพคนพิการ 2541 2542 2543 2544 2545
สมัคร รับ สมัคร รับ สมัคร รับ สมัคร รับ สมัคร รับ
พระประแดง
113
98
88
58
102
85
123
86
108
42
ขอนแก่น
166
126
177
147
140
129
153
117
116
97
บ้านทองพูนเผ่าพนัส
71
64
85
70
110
80
93
75
48
46
ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
95
78
114
73
112
95
145
97
80
67
หยาดฝน
70
60
100
60
70
51
64
58
38
38
ภาคใต้
152
95
136
93
114
79
112
63
112
112
ลพบุรี
127
63
74
36
86
42
132
92
67
67
หนองคาย
-
-
-
-
118
71
99
68
79
66

รวม

794

584

774

537

852

632

921

656

648

535

ที่มา : สำนักงานส่งเสริมและพิทักษ์คนพิการ (สทก.)

3.18 การเข้าถึงสิ่งอำนวยความสะดวกและการขนส่งสาธารณะ

คณะกรรมฟื้นฟูสมรรถภาพคนพิการและองค์กรช่วยเหลือตนเอง (SHO) ของคนพิการได้ร่วมมือกันทำให้คนพิการสามารถเข้าถึงระบบขนส่งมวลชนได้ นับแต่นั้นมาการเข้าถึงสิ่งอำนวยความสะดวกสาธารณะก็เป็นไปได้มากขึ้นเรื่อยๆ

วันที่ 3 ธันวาคม 2542 วันคนพิการสากล ได้มีการประกาศว่าคนพิการต้องเข้าถึงสิ่งอำนวยความสะดวกสาธารณะทุกอย่างได้ ทั้งอาคารสถานที่ การคมนาคม และบริการอื่นๆ ตามกฎกระทรวงว่าด้วยการเข้าถึงของคนพิการ ภาคเอกชนเพิ่มการเข้าถึงโดยการติดตั้งสิ่งอำนวยความสะดวกพิเศษสำหรับคนพิการ ซึ่งค่าใช้จ่ายจะนำมาหักภาษีได้ 2 เท่า

3.19 การเข้าถึงข้อมูลและการสื่อสาร

คณะกรรมการส่งเสริมคุณภาพชีวิตคนพิการ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์สร้างระบบบริการสารสนเทศ (ICT) ที่คนพิการสามารถเข้าถึงได้ โดยมีคณะอนุกรรมการเพื่อคนพิการแนะนำและส่งเสริมการสร้างระบบบริการสารสนเทศที่เข้าถึงได้สำหรับคนพิการทุกคน

มีโครงการวิจัยสารสนเทศเพื่อคนพิการเกิดขึ้นหลายโครงการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่เป็นผลงานของศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (NECTEC) เช่น

ตาราง 9
โครงการวิจัย ICT ที่ NECTEC ให้ทุนสนับสนุน ระหว่างปี 2545-2546
โครงการวิจัย รายละเอียดโดยสรุปของการวิจัย สถานภาพของโครงการ หน่วยงานวิจัย
อุปกรณ์ช่วยสื่อสารขนาดพกพา "โอภา" "โอภา"เป็น อุปกรณ์สำหรับช่วยสื่อสารขนาดพกพาสำหรับเด็กที่มีปัญหาเรื่องการออกเสียง หรือ โอภา สำหรับผู้ที่มีปัญหาในการออกเสียง เสร็จแล้ว/ พร้อมจะผลิตเพื่อจำหน่าย คณะวิศวกรรมศาสตร์ สถาบันพระจุลจอมเกล้าเจ้าคุณทหาร ลาดกระบัง
โปรแกรมช่วยสื่อสาร – "ปราศรัย" "ปราศรัย"เป็นโปรแกรมที่ออกแบบเพื่อช่วยเหลือผู้ที่สูญเสียความสามารถ ในการพูดให้สามารถสื่อสารกับผู้อื่นได้โดยใช้เสียงผ่านคอมพิวเตอร์ เสร็จแล้ว/ พร้อมจะผลิตเพื่อจำหน่าย NECTEC
พจนานุกรมภาษามือ – ฉบับ ภาษาไทย / ชุดคำศัพท์คอมพิวเตอร์ ภาษามือฉบับภาษาไทยเป็นโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ที่แสดงภาษามือมาตรฐานซึ่งใช้ในวิยาลัยราชสุดา มหาวิทยาลัยมหิดลและสมาคมคนหูหนวกแห่งประเทศไทย ผลิตและกระจายให้องค์กรที่เกี่ยวข้อง NECTEC
โปรแกรม Picture Vocabulary Picture Vocabulary เป็นโปรแกรมมัลติมีเดียซึ่งมีทั้งคำศัพท์ภาษาไทยและภาษาอังกฤษพร้อมรูปภาพและเสียง เสร็จแล้ว/ พร้อมจะผลิตเพื่อจำหน่าย NECTEC
โปรแกรมรูปภาพ โปรแกรมรูปภาพเป็นเครื่องมือช่วยการเรียนการสอน สำหรับเด็กที่มีความต้องการพิเศษทางภาษาโดยใช้มัลติมีเดีย โปรแกรมนี้มี 3 โปรแกรมย่อย: I_writer, I_template writer, และ I_reader เสร็จแล้ว/ พร้อมจะผลิตเพื่อจำหน่าย. NECTECT
โปรแกรม "อักษรลิขิต" โปรแกรมช่วยฝึกเขียน"อักษรลิขิต"ได้รับการออกแบบมาเพื่อเป็นเครื่องมือในการเขียนสำหรับ เด็กที่มีปัญหาพัฒนาการทางด้านภาษา หรือเด็กสมองพิการที่ไม่สามารถเขียนหนังสือด้วยมือ หรือพิมพ์ข้อความผ่านแป้น คีย์บอร์ดปกติได้ เสร็จแล้ว/ พร้อมจะผลิตเพื่อจำหน่าย NECTEC
โปรแกรมเดาคำศัพท์ เป็นโปรแกรมที่ทำงานกับโปรแกรม Word Processor ภาษาไทย เพื่อใช้สำหรับการเดาคำศัพท์ กำลังดำเนินการอยู่ NECTEC
โครงการ "กระดานลิขิต" "กระดานลิขิต" ทำหน้าที่เป็นเหมือนกระดานสำหรับคีย์ข้อมูล โดยจะทำงานร่วมกับโปรแกรม Overlay Maker กำลังดำเนินการอยู่ คณะวิศวกรรมศาสตร์ สถาบันพระจุลจอมเกล้าเจ้าคุณทหาร ลาดกระบัง
โทรศัพท์ข้อความสำหรับคนหูหนวก (TTY: Tele Typing หรือ TDD) เป็นเครื่องมือเพื่อให้คนพิการสามารถสื่อสารได้โดยการรับ-ส่งข้อความด้วยโทรศัพท์ เสร็จแล้ว/ พร้อมจะผลิตเพื่อจำหน่าย คณะวิศวกรรมศาสตร์ สถาบันพระจุลจอมเกล้าเจ้าคุณทหาร ลาดกระบัง
โครงการพัฒนาฮาร์ดแวร์ – PAL Line 18 Thai-English Close Caption Video System PAL Line 18 Thai-English Close Caption Video System เป็นโครงการพัฒนาระบบวีดิโอ เสร็จแล้ว/ พร้อมจะผลิตเพื่อจำหน่าย คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
โครงการวิจัยการใช้มอเตอร์สำหรับรถเข็นคนพิการ โครงการวิจัยนี้ดำเนินการภายใต้ความร่วมมือระหว่าง NECTEC และมูลนิธิคนพิการไทยโดยมีจุดประสงค์เพื่อพัฒนาการใช้มอเตอร์สำหรับรถเข็นของคนพิการ เสร็จแล้ว/ พร้อมจะผลิตเพื่อจำหน่าย NECTEC
โครงการวิจัยระบบช่วยเหลือสำหรับยานพาหนะคนพิการ โครงการนี้มีจุดประสงค์เพื่อพัฒนาการเคลื่อนที่ด้วยมอเตอร์สำหรับยานพาหนะของคนพิการ เสร็จแล้ว/ พร้อมจะผลิตเพื่อจำหน่าย NECTEC

(ตาราง 9: โครงการวิจัย ICT ที่ NECTEC ให้ทุนสนับสนุน ระหว่างปี 2545-2546)

3.20 การบรรเทาความยากจน โดยการเสริมสร้างศักยภาพ สวัสดิการสังคม และการมีคุณภาพชีวิตแบบยั่งยืน

_______




Logo of Japan International Cooperation Agency (JICA)
Logo of Ministry of Social Development and Human Security


Valid XHTML 1.0 Strict! Valid CSS!
  © , APCD Project. All rights reserved.
last updated: