ในนิยามของไทยนั้น "คนพิการ หมายถึง บุคคลซึ่งถูกจำกัดความสามารถในการปฏิบัติกิจกรรมในชีวิตประจำวันและไม่สามารถมีส่วนร่วมทางสังคมได้โดยวิธีการทั่วไป เนื่องจากมีความบกพร่องทางการมองเห็น การได้ยิน การเคลื่อนไหว การสื่อสาร จิตใจ อารมณ์ พฤติกรรม สติปัญญาหรือการเรียนรู้ และมีความต้องการจำเป็นพิเศษด้านต่างๆ เพื่อให้สามารถดำเนินชีวิตและมีส่วนร่วมในสังคมได้อย่างบุคคลทั่วไป"
กฎกระทรวง ฉบับที่ 2 ปี 2537 ได้กำหนดประเภทของคนพิการไว้ดังนี้
| 1. คนพิการทางการมองเห็น | |||
| (ก) | คนที่เมื่อใช้แว่นสายตาธรรมดากับสายตาข้างที่ดีกว่าแล้วมองเห็นน้อยกว่า 6/18 หรือ 20/70 ลงไปจนมองไม่เห็นแม้แต่แสงสว่างเลย | ||
| (ข) | (ข) คนที่มีลานสายตาแคบกว่า 30 องศา | ||
| 2. คนพิการทางการได้ยินหรือการสื่อความหมาย | |||
| (ก) | คนที่ได้ยินเสียงที่ความถี่ 500 เฮิรตซ์ 1000 เฮิรตซ์ หรือ 2000 เฮิรตซ์ ในหูข้างที่ดีกว่า คือ มีความดังเฉลี่ย ดังต่อไปนี้ | ||
| • | สำหรับเด็กอายุไม่เกิน 7 ปี เกิน 40 เดซิเบลขึ้นไปจนไม่ได้ยินเสียง | ||
| • | สำหรับคนทั่วไปเกิน 55 เดซิเบลขึ้นไปจนไม่ได้ยินเสียง | ||
| (ข) | คนที่มีความผิดปกติหรือความบกพร่องในการเข้าใจ หรือการใช้ภาษาพูด จนไม่สามารถสื่อความหมายกับคนอื่นได้ | ||
| 3. คนพิการทางกายหรือการเคลื่อนไหว | |||
| (ก) | คนที่มีความผิดปกติหรือความบกพร่องของร่างกายที่เห็นได้อย่างชัดเจน และไม่สามารถประกอบกิจวัตรหลักในชีวิตประจำวันได้ | ||
| (ข) | คนที่สูญเสียความสามารถในการเคลื่อนไหวมือ แขน ขา หรือลำตัว อันเนื่องมาจากแขนหรือขาขาด อัมพาตหรืออ่อนแรงโรคข้อหรืออาการปวดเรื้อรัง รวมทั้งโรคเรื้อรังของระบบการทำงานของร่างกายอื่นๆ ที่ทำให้ไม่สามารถประกอบกิจวัตรหลักในชีวิตประจำวันหรือดำรงชีวิตในสังคมเยี่ยงคนปกติได้ | ||
| 4. คนพิการทางจิตใจหรือพฤติกรรม | |||
| (ก) | คนที่มีความผิดปกติหรือความบกพร่องทางจิตใจหรือสมองในส่วนของการรับรู้อารมณ์ความคิดจน ไม่สามารถควบคุมพฤติกรรมที่จำเป็นในการดูแลตนเองหรืออยู่ร่วมกับผู้อื่น | ||
| 5. คนพิการทางสติปัญญาหรือการเรียนรู้ | |||
| (ก) | คนที่มีความผิดปกติหรือความบกพร่องทางสติปัญญาหรือสมองจนไม่สามารถเรียนรู้ด้วยวิธีการศึกษาปกติได้ | ||
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ปี 2540 ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน ความโปร่งใส การเพิ่มศักยภาพให้ชุมชนท้องถิ่นและการพัฒนาในภาครัฐ
แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 8 (2540-2544) ได้มีแผนที่จะส่งเสริมการให้บริการและความสนับสนุนแก่คนพิการ โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตและเพิ่มศักยภาพในการพึ่งตนเองของคนพิการ แผนพัฒนานี้เน้นที่การส่งเสริมให้คนพิการเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาสังคม นอกจากนี้ยังส่งเสริมการฟื้นฟูสมรรถภาพคนพิการ เช่น การให้บริการทางการแพทย์โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย การให้การศึกษาทุกระดับ การให้ทุนการศึกษาและโอกาสทางอาชีพ
ในปี 2542 รัฐบาลได้ประกาศกฎกระทรวงซึ่งมีจุดมุ่งหมายเพื่อช่วยให้คนพิการสามารถเข้าถึงสิ่งอำนวยความสะดวกสาธารณะได้
แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 9 ได้บ่งบอกถึงแผนการพัฒนาของประเทศไทยในปี 2545-2549 โดยมีแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 8 ในช่วงปี 2540-2544 มากำหนดทิศทางของแผนพัฒนาฉบับใหม่นี้ จุดประสงค์ข้อหนึ่งของแผนพัฒนาฉบับนี้ คือ การให้สวัสดิการทางสังคมแก่คนพิการ นอกจากนี้ยังเน้นการพัฒนาการบริการสังคมและการทำให้เกิดการเข้าถึงสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆอย่างเท่าเทียมกัน แผนพัฒนาฉบับนี้ยังมุ่งเน้นการพัฒนาคนและการสร้างความเสมอภาค
กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงศึกษาธิการ และกระทรวงสาธารณสุข ได้รับมอบหมายให้ส่งเสริมและสนับสนุนผลประโยชน์ของคนพิการ สำนักส่งเสริมและพิทักษ์คนพิการภายใต้กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์มีหน้าที่รับผิดชอบโดยตรงต่อประเด็นด้านคนพิการ
| กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (กระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคมเดิม) |
กิจกรรมและการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับคนพิการถูกโอนไปยังสำนักส่งเสริมและพิทักษ์คนพิการซึ่งเป็นหน่วยงาน ในสังกัดของสำนักงานส่งเสริมสวัสดิภาพและพิทักษ์เด็ก เยาวชน ผู้ด้อยโอกาส คนพิการ และผู้สูงอายุ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์
กระทรวงศึกษาธิการ |
รับผิดชอบการศึกษาและการฝึกอาชีพสำหรับคนพิการ
กระทรวงสาธารณสุข |
รับผิดชอบการให้บริการทางการแพทย์และการฟื้นฟูสมรรถภาพแก่คนพิการ
ประเทศไทยได้พยายามดำเนินการให้การสนับสนุนแก่คนพิการทั้งในระดับชาติ ระดับภูมิภาคและระดับนานาชาติ ในเดือนมิถุนายน 2536 ไทยลงนามในคำประกาศว่าด้วยการมีส่วนร่วมอย่างเต็มที่และความเสมอภาคของคนพิการแห่งภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิกโดย ESCAP ไทยมีบทบาทในโครงการระดับภูมิภาค โดยเฉพาะอย่างยิ่งโดยการประสานงานกับ ESCAP
ในปีเดียวกันนั้น ไทยเป็นหนึ่งสามชาติที่ได้รับเลือกจาก ESCAP ให้ดำเนินโครงการนำร่องเพื่อการส่งเสริมสภาพแวดล้อมที่ปราศจากอุปสรรคสำหรับคนพิการและผู้สูงอายุ (Promotion of a Non-Handicapping Environment for Disabled Persons and the Elderly) ต่อมาในปี 2542 ไทยเป็นเจ้าภาพในการประชุมในหัวข้อการศึกษาสำหรับเด็กและเยาวชนที่พิการในศตวรรษที่ 21 โดยสภาคนพิการแห่งประเทศไทย (Council of Disabled People of Thailand) ร่วมกับองค์กรพัฒนาเอกชนของญี่ปุ่นจัดโครงการอบรมเรื่องการผลิตและบำรุงรักษารถเข็น ต่อมาโครงการอบรมนี้พัฒนาขึ้นเป็นศูนย์การอบรมภายใต้ชื่อว่า คลินิกการบำรุงรักษารถเข็น รัฐบาลไทยให้ความสนับสนุนแก่ศูนย์แห่งนี้ในรูปที่ดินและการก่อสร้างในขณะที่องค์กรพัฒนาเอกชนของญี่ปุ่นสนับสนุนด้านเครื่องจักรกลและอุปกรณ์ที่จำเป็น
ประเทศไทยยังไม่เคยทำการสำรวจสำมะโนคนพิการแห่งชาติ อย่างไรก็ตามได้มีการสำรวจข้อมูลเกี่ยวกับคนพิการในประเทศไทยแล้ว 3 ครั้ง
ในปี 2534 กระทรวงสาธารณสุข สำนักงานสถิติแห่งชาติ (NCO) และสำนักนายกรัฐมนตรีทำการสำรวจข้อมูลคนพิการในประเทศโดยแบ่งเป็น 2 ประเภท คือ การแพทย์และการศึกษา การสำรวจทางการแพทย์แบ่งประเภทคนพิการเพื่อจุดประสงค์ของการรักษาและการฟื้นฟูสมรรถภาพ ในขณะที่การสำรวจทางการศึกษามองความพิการว่าเป็นความผิดปกติทางกายและทางจิตที่อาจเป็นภาระหรือปัญหาของสังคม
สำนักงานสถิติแห่งชาติทำการสำรวจข้อมูลคนพิการทั่วประเทศเป็นประจำทุก 5 ปี ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการสำรวจสุขภาพและสวัสดิการ ในการสำรวจครั้งล่าสุดในปี 2544 พบว่าคนพิการส่วนใหญ่คือเกือบ 80% อาศัยอยู่นอกเขตเทศบาล
กระทรวงสาธารณสุขทำการสำรวจเพื่อประเมินสุขภาพแห่งชาติในปี 2534 และ 2539 ซึ่งมีคำถามเกี่ยวกับความพิการด้วย อย่างไรก็ตามผลการสำรวจเหล่านี้นำมาใช้เป็นการภายในเท่านั้น
ในปี 2542 องค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของญี่ปุ่น (JICA) ซึ่งเป็นองค์กรพัฒนาของรัฐบาลญี่ปุ่นร่วมกับสภาคนพิการทุกประเภทแห่งประเทศไทย (DPI-Thailand) ทำการสำรวจอย่างจำกัดเกี่ยวกับคนพิการในประเทศไทย
สำนักส่งเสริมและพิทักษ์คนพิการในสังกัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์เปิดบริการจดทะเบียนคนพิการ โดยถึงวันที่ 31 มกราคม 2546 มีคนพิการมาจดทะเบียนแล้วรวมทั้งสิ้น 343,526 คน
กฎหมายว่าด้วยคนพิการที่สำคัญของไทย ได้แก่
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 ขจัดข้อกำจัดและข้อห้ามทั้งหมดที่เคยมีอยู่เกี่ยวกับคนพิการด้วยความดังนี้
มาตรา 30 บัญญัติว่า บุคคลย่อมเสมอกันในกฎหมายและได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายเท่าเทียมกัน การเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมต่อบุคคลเพราะเหตุแห่งความแตกต่างในเรื่องสภาพทางกายหรือสุขภาพจะกระทำมิได้
มาตรา 55 บัญญัติว่า บุคคลซึ่งพิการหรือทุพพลภาพมีสิทธิได้รับสิ่งอำนวยความสะดวก อันเป็นสาธารณะและความช่วยเหลืออื่นจากรัฐ ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ
มาตรา 80 บัญญัติว่า รัฐต้องคุ้มครองและพัฒนาเด็กและเยาวชน ส่งเสริมความเสมอภาคของหญิงและชาย เสริมสร้างและพัฒนาความเป็นปึกแผ่นของครอบครัว และความเข้มแข็งของชุมชน
ประเทศไทยเริ่มร่างพระราชบัญญัติฟื้นฟูสมรรถภาพคนพิการ ในปี 2522 เพื่อคุ้มครองสิทธิของคนพิการและสร้างมาตรฐานสำหรับคนงาน ในปี 2534 หรือ 12 ปี หลังจากนั้น พระราชบัญญัติก็ผ่านเป็นกฎหมาย พระราชบัญญัติฉบับนี้ส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิของคนพิการและจัดให้พวกเขาได้รับการพัฒนาและฟื้นฟูสมรรถภาพ นอกจากนี้ พระราชบัญญัติฉบับนี้ยังเน้นที่การจ้างงานสำหรับคนพิการเป็นพิเศษ โดยที่คนพิการมีสิทธิที่จะได้รับบริการทางการแพทย์ การศึกษา การฟื้นฟูอาชีพ การจ้างงาน และการสนับสนุนจากชุมชน อย่างไรก็ตามการจะได้รับบริการดังกล่าวมานั้นคนพิการต้องจดทะเบียนคนพิการกับรัฐ
มีกฎกระทรวงและระเบียบต่างๆ มากมายออกตามความในพระราชบัญญัติฟื้นฟูสมรรถภาพคนพิการ
กฎกระทรวงฉบับแรกออกตามความในมาตรา 17 ของพระราชบัญญัติฟื้นฟูสมรรถภาพคนพิการ โดยกำหนดให้บริษัทเอกชนรับคนพิการเข้าทำงาน กฎกระทรวงฉบับที่ 1 กำหนดสัดส่วนของลูกจ้างที่เป็นคนพิการที่บริษัทเอกชนต้องจ้าง นายจ้างที่มีลูกจ้างมากกว่า 200 คน จะต้องจ้างคนพิการเพิ่มหนึ่งคนต่อลูกจ้างทุก 100 คนที่เพิ่มขึ้น ทั้งนี้นายจ้างที่ไม่จ้างคนพิการจะต้องสมทบเงินเข้ากองทุนเพื่อคนพิการ
ตาราง 5 แสดงระเบียบและนโยบายที่ออกตามความในพระราชบัญญัติ กฎหมายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับสิทธิและการจ้างงานและการจัดอบรมแก่คนพิการอยู่ในตาราง 5
| ระเบียบหรือนโยบาย | ออกตามความในกฎหมาย | สาระสำคัญ |
|---|---|---|
| กฎกระทรวง ฉบับที่ 1 พ.ศ. 2537 ว่าด้วย การจ้างงานคนพิ การและการสมทบเงินเข้ากองทุนฟื้นฟูสมรรถภาพคนพิการ | มาตรา 17 ของพระราชบัญญัติฟื้นฟูสมรรถภาพ คนพิการกำหนดให้บริษัทเอกชนจ้างคนพิการเข้าทำงาน | เป้าหมายคือเพื่อกำหนดสัดส่วนของลูกจ้างพิการที่บริษัทเอกชนต้องจ้าง และอัตราค่าทดแทนที่นายจ้างหรือเจ้าของบริษัทต้องจ่ายให้แก่กองทุนฟื้นฟูสมรรถภาพคนพิการ (ดูหมายเหตุ) |
| กฎกระทรวง ฉบับที่ 2 พ.ศ. 2537 ว่าด้วย การกำหนดประเภทและเกณฑ์สำหรับคนพิการ | มาตรา 4 ของพระราชบัญญัติฟื้นฟูสมรรถภาพคนพิการกำหนด ว่าคนพิการหมายถึงคนที่มีความผิดปกติหรือ บกพร่องทางร่างกาย ทางสติปัญญา หรือทางจิตใจ | กำหนดประเภทและเกณฑ์สำหรับคนพิการ โดยแบ่งคนพิการออกเป็นคนที่มีความพิการทางการได้ยินหรือการสื่อความหมาย กายหรือการเคลื่อนไหว จิตใจหรือพฤติกรรม สติปัญญาหรือความสามารถในการเรียนรู้ |
| กฎกระทรวง ฉบับที่ 3 พ.ศ. 2537 ว่าด้วย การให้บริการฟื้นฟูสมรรถภาพทางการแพทย์ และค่าใช้จ่ายสำหรับการดูแลรักษาและอุปกรณ์ | มาตรา 15 ของพระราชบัญญัติฟื้นฟูสมรรถภาพคนพิการกำหนด ให้คนพิการที่จดทะเบียนตามมาตรา 14 ได้รับบริการทางการแพทย์ | ให้บริการฟื้นฟูสมรรถภาพทางการแพทย์และค่าดูแลรักษาและอุปกรณ์ โดยมีจุดประสงค์เพื่อแก้ไขสภาพทางกาย สติปัญญาหรืออารมณ์หรือพัฒนาสภาพที่คนพิการเป็นอยู่ |
| กฎกระทรวงว่าด้วยการเข้าถึงบริการของคนพิการ ธันวาคม 2542 | มาตรา 17 ของพระราชบัญญัติฟื้นฟูสมรรถภาพคนพิการ ให้อำนาจรัฐมนตรีมีสิทธิในการออกแบบและลักษณะของอาคารสถานที่ | มีบทบัญญัติเกี่ยวกับการคุ้มครองสวัสดิภาพ บริการทางสังคม เช่น การปรับปรุงสภาพความเป็นอยู่ ความเสมอภาค และการกำจัดอุปสรรคที่ขัดขวางไม่ให้คนพิการเข้าถึงสิ่ง |
| มติคณะรัฐมนตรี วันที่ 12 กรกฎาคม 2537: การฟื้นฟูอาชีพและการจ้างงานสำหรับคนพิการ | เกี่ยวข้องกับมาตรา 15 (2) ของพระราชบัญญัติฟื้นฟูสมรรถภาพคนพิการซึ่งบัญญัติเกี่ยวกับการ ให้คนพิการได้เรียนในชั้นเรียนปกติ | มติคณะรัฐมนตรีฉบับนี้ประกาศว่าสถาบันฝึกอาชีพ ทุกสถาบันต้องรับนักเรียนพิการ (ESCAP, 1999, หน้า 292) |
| มติคณะรัฐมนตรี วันที่ 8 เมษายน 2540: โอกาสทางอาชีพสำหรับคนพิการในหน่วยงานของรัฐและรัฐวิสาหกิจ | มาตรา 17 ของพระราชบัญญัติฟื้นฟูสมรรถภาพคนพิการซึ่งระบุเฉพาะ"นายจ้าง"ไม่ได้ระบุถึงรัฐ | สนับสนุนโอกาสในการทำงานสำหรับคนพิการในองค์กรของรัฐและรัฐวิสาหกิจ แต่ไม่ได้กำหนดสัดส่วนการรับคนพิการเข้าทำงาน |
| มติคณะรัฐมนตรี วันที่ 10 มีนาคม 2541: มติว่าด้วยการเข้าถึง | มาตรา 17 ของพระราชบัญญัติฟื้นฟูสมรรถภาพคนพิการและกฎกระทรวงที่ออกก่อนหน้านี้ | คณะรัฐมนตรีมีมติให้หน่วยงานราชการปรับปรุงสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับคน พิการเพื่อให้สามารถเข้าถึงได้จริงแต่หน่วยงานราชการส่วนใหญ่ยังไม่ปฏิบัติตาม กฎกระทรวงปี 2542 ซึ่งกำหนดให้การปฏิบัติตามมติดังกล่าวเป็นสิ่งที่ต้องกระทำยังไม่ นำมาบังคับใช้ |
| มติคณะรัฐมนตรี วันที่ 10 พฤศจิกายน 2541: การประกาศสิทธิของคนพิการ | พระราชบัญญัติฟื้นฟูสมรรถภาพคนพิการ | ขยายความพระราชบัญญัติ ซึ่งรวมถึงการให้คนพิการมีสิทธิที่จะได้รับการฟื้นฟูอาชีพ การฝึกอาชีพ และบริการจัดหางาน |
| กฎหมาย | รายละเอียด |
|---|---|
| พระราชบัญญัติส่งเสริม การฝึกอาชีพ พ.ศ. 2537 | พระราชบัญญัติฉบับนี้คุ้มครองสิทธิของคนพิการให้ได้รับการศึกษาตามรัฐธรรมนูญ คนพิการมีสิทธิเข้ารับการฟื้นฟูตั้งแต่ระยะแรก ได้รับอุปกรณ์และสิ่งอำนวยความสะดวกทางการศึกษา การเรียนที่บ้านโดยได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาล เด็กทุกคนได้รับการศึกษาภาคบังคับ 12 ปีโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย หนังสือเรียนและอุปกรณ์การศึกษาถูกจัดทำขึ้นเพื่อให้เพียงพอกับความต้องการของกลุ่มเป้าหมาย |
| พระราชบัญญัติส่งเสริม การฝึกอาชีพ พ.ศ. 2537 | จัดการฝึกอาชีพแก่คนพิการที่สามารถทำงานได้เพื่อให้พวกเขามีทักษะซึ่งเป็นที่ต้องการของตลาดแรงงาน รวมทั้งเพิ่มกำลังการผลิตของภาคแรงงาน พระราชบัญญัติเรียกร้องให้นายจ้างและสถาบันฝึกอาชีพร่วมมือกันเพื่อจัดการฝึกอาชีพแก่นักเรียน กระทรวงแรงงานรับผิดชอบการดำเนินการ |
| พระราชบัญญัติส่งเสริมการฝึกอาชีพ พ.ศ. 2539 | ให้ผู้ประกอบการเอกชนได้ลดภาษี 50% ของค่าใช้จ่ายในการฝึกอาชีพ และสิ่งกระตุ้นอื่นเพื่อส่งเสริมการฝึกอาชีพ ตั้งคณะกรรมการฝึกอาชีพโดยแบ่งเป็น 3 ส่วนเพื่อกำหนดมาตรฐานความชำนาญ |
| พระราชบัญญัติชดเชยการทำงาน พ.ศ. 2522 | ให้การคุ้มครองแก่ลูกจ้างที่พิการเนื่องจากการทำงานเพื่อให้พวกเขาได้รับค่าชดเชยสำหรับค่ารักษาพยาบาล อวัยวะเทียม และอุปกรณ์ต่างๆ รวมทั้งการฟื้นฟูทางกายและจิตใจ นอกจากนี้ ภายใต้พระราชบัญญัติฉบับนี้ สำนักงานประกันสังคมยังให้บริการฟื้นฟูอาชีพพิเศษที่ศูนย์ฟื้นฟูสมรรถภาพที่บางพูน จ. ปทุมธานี พระราชบัญญัติยังส่งเสริมความปลอดภัยและสุขภาพในที่ทำงาน |
| พระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2533 | พระราชบัญญัติประกันสังคมครอบคลุมลูกจ้างในกิจการภาคเอกชนที่มีคนงาน 10 คนขึ้นไป สมาชิกประกันสังคมจะได้รับสิทธิประโยชน์ต่างๆ (การดูแลสุขภาพ บริการฟื้นฟูสุขภาพ การทดแทนรายได้ เป็นต้น) ในกรณีเจ็บป่วย พิการ มีบุตร ชรา และเสียชีวิต หมวดที่ 8 ซึ่งเกี่ยวกับผลประโยชน์ในกรณีไม่มีงานทำยังไม่ถูกบังคับใช้ ค่าใช้จ่ายเพื่อการฟื้นฟูทางกายภาพ จิตใจและอาชีพจะได้รับการชดเชย คนพิการที่เป็นผู้ประกันตนจะได้รับค่าใช้จ่ายต่อเดือนเป็นเงิน 500 บาทจากประกันสังคม |
| พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 | พระราชบัญญัติฉบับนี้ครอบคลุมการคุ้มครองแรงงานทุกด้าน เช่น การจ้างงาน กฎการชำระเงิน ค่าล่วงเวลา ค่าแรงกรณีทำงานวันหยุด ค่าตอบแทนซึ่งรวมถึง ค่าจ้างขั้นต่ำ สวัสดิการ ความปลอดภัยในการทำงาน และการให้พักงาน มีการตั้งกองทุนสวัสดิการลูกจ้างซึ่งจะช่วยเหลือครอบครัวของคนงานที่เสียชีวิต ลูกจ้างที่ออกจากงาน หรือกรณีอื่น กองทุนนี้ใช้ในบริษัทที่มีลูกจ้าง 10 คนขึ้นไปที่ไม่มีกองทุนบำเหน็จบำนาญ อย่างไรก็ตามพระราชบัญญัติฉบับนี้ไม่มีบทบัญญัติเกี่ยวกับบุคคลผู้มีความพิการในพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน |
| พระราชบัญญัติกองทุนบำเหน็จบำนาญ พ.ศ. 2530 | กองทุนที่เกิดขึ้นด้วยความสมัครใจนี้ตั้งขึ้นเพื่อสร้างแผนการออมทรัพย์ก่อนเกษียณสำหรับลูกจ้างของบริษัทเอกชนขนาดใหญ่ก่อนที่จะมีการตราพระราชบัญญัติประกันสังคม ลูกจ้างจะสมทบเงินประมาณ 3-5% ของค่าจ้างที่ได้รับเข้ากองทุน และนายจ้างสมทบทุนในจำนวนเท่ากันหรือมากกว่าแต่ไม่เกิน 15% เข้ากองทุน พระราชบัญญัติกองทุนบำเหน็จบำนาญนี้ไม่ได้กล่าวถึงคนพิการโดยตรง |
| พระราชบัญญัติส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม พ.ศ. 2543 | ก่อตั้งคณะกรรมการพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) ภายใต้สำนักงานวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ซึ่งดูแลกองทุนเพื่อการพัฒนา SME และจัดทำแผนเพื่อพัฒนา SME |
รัฐบาลมีแผนจะตรา "พระราชบัญญัติสถาบันแรงงานคนพิการแห่งชาติ" ในปี 2546
______
ประเทศไทยมีนโยบายการฟื้นฟูสมรรถภาพคนพิการและแผนฟื้นฟูสมรรถภาพคนพิการแห่งชาติ
จากพระราชบัญญัติฟื้นฟูสมรรถภาพคนพิการ พ.ศ. 2534 คนพิการที่จดทะเบียนมีสิทธิได้รับบริการฟื้นฟูทางการแพทย์โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายจากโรงพยาบาลในสังกัดกระทรวงสาธารณสุข ทบวงมหาวิทยาลัย กระทรวงกลาโหม กระทรวงมหาดไทย และกรุงเทพมหานคร
ในประเทศไทยมีเพียงโรงพยาบาลขนาดใหญ่เท่านั้นที่มีการให้บริการฟื้นฟูสมรรถภาพทางการแพทย์โดยเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญและอุปกรณ์ทันสมัย โรงพยาบาลหลัก 3 แห่งที่ให้บริการฟื้นฟูทางการแพทย์ ได้แก่ 1) โรงพยาบาลเลิศสิน กระทรวงสาธารณสุข 2) โรงพยาบาลทหารผ่านศึก กระทรวงกลาโหม และ 3) โรงพยาบาลตำรวจ กระทรวงมหาดไทย ศูนย์สิรินธรเพื่อการฟื้นฟูสมรรถภาพทางการแพทย์แห่งชาติ (SNMRC) เป็นเพียงโรงพยาบาลเดียวที่ให้บริการฟื้นฟูสมรรถภาพแบบครบวงจร นอกจากนี้ยังมอบอุปกรณ์เครื่องช่วยเหลือแก่คนพิการและพยายามปรับปรุงให้อุปกรณ์ช่วยเหลือต่างๆ ได้มาตรฐาน
คนพิการส่วนใหญ่ในเมืองไทยจะได้รับอุปกรณ์เครื่องช่วยคนพิการจากองค์กรพัฒนาเอกชน (NGO) ผ่านทางการฟื้นฟูสมรรถภาพคนพิการโดยชุมชน (CBR) ทั้งนี้ CBR มีบทบาทสำคัญในไทยในฐานะวิธีการที่มีประสิทธิภาพในการพัฒนาการเข้าถึงบริการของคนพิการในชนบทและการจัดหาอุปกรณ์เครื่องช่วยสำหรับคนพิการ
รัฐบาลได้พยายามมุ่งเน้นการป้องกันความพิการจาก 2 ด้านหลัก คือ 1) การดูแลสุขภาพพื้นฐาน และ 2) ความปลอดภัยในการทำงาน กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงมหาดไทย กระทรวงแรงงาน และกระทรวงคมนาคมเป็นองค์กรหลักซึ่งรับผิดชอบประเด็นต่างๆ ด้านความพิการ
กระทรวงสาธารณสุขดูแลรับผิดชอบการดูแลสุขภาพพื้นฐานเพื่อป้องกันความพิการ โดยดำเนินโครงการต่างๆ เช่น การวางแผนครอบครัวสำหรับคู่แต่งงาน การให้ข้อมูลเกี่ยวกับโรคติดต่อ และการอบรมเรื่องการดูแลแม่และเด็ก ซึ่งรวมถึงการฉีดวัคซีน
ในปี 2532 รัฐบาลได้ใช้แผนแม่บทแห่งชาติเพื่อการป้องกันความบกพร่องทางสติปัญญา (รอข้อมูลเพิ่ม)
ประเทศไทยมีการนำวิธีการฟื้นฟูสมรรถภาพคนพิการโดยชุมชนมาใช้เป็นครั้งแรกในช่วงทศวรรษที่ 1980 โดยองค์กรพัฒนาเอกชน มูลนิธิเพื่อเด็กพิการ (มพก.) ซึ่งเป็นหนึ่งในองค์กรพัฒนาเอกชนในไทยใช้ CBR ตั้งแต่เริ่มดำเนินการ ในปี 2534 ศูนย์สิรินธรเพื่อการฟื้นฟูสมรรถภาพทางการแพทย์แห่งชาติ (SNMRC) นำ CBR มาใช้ในพื้นที่ชนบทและตั้งหน่วย CBR ขึ้นในองค์กร
______
Tการแข่งขันเฟสปิกเกมส์ครั้งที่ผ่านมา ความสามารถของคนพิการไทยกลายเป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวางจากสาธารณชนทั่วไปโดยการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ทางสื่อโดยองค์กรพัฒนาเอกชนและรัฐบาล
______
______
กรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการร่วมกับสมาคมคนพิการแห่งประเทศไทย สนับสนุนการรวมกลุ่มกันเป็นสมาคมของคนพิการในระดับจังหวัดทั่วประเทศ โดยรัฐบาลให้ความสนับสนุนทางการเงินและบุคลากรแก่สมาคมเหล่านี้
______
พระราชบัญญัติฟื้นฟูสมรรถภาพคนพิการ พ.ศ. 2534 ทำให้คนพิการมีสิทธิได้รับการศึกษาขั้นพื้นฐาน การฝึกอาชีพ และการศึกษาขั้นสูงตามแผนการศึกษาแห่งชาติ
ในปี 2537 รัฐบาลประกาศใช้แผนการพัฒนาการศึกษาพิเศษเพื่อคนพิการซึ่งกระทรวงศึกษาธิการเป็นผู้จัดทำ กระทรวงศึกษาธิการจัดเวทีสาธารณะในหัวข้อการจัดการศึกษาสำหรับคนพิการ ปี 2541 เพื่อระบุปัญหา ความต้องการ และคำแนะนำของคนพิการ
โอกาสทางการศึกษาสำหรับคนพิการได้รับการรับรองยิ่งขึ้นจากรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน ปี พ.ศ. 2540 ซึ่งกำหนดว่าพลเมืองชาวไทยทุกคนมีรับสิทธิอย่างเสมอภาคที่จะได้รับการศึกษาขั้นพื้นฐาน
จุดเปลี่ยนสำคัญของการจัดการศึกษาสำหรับคนพิการเกิดขึ้นในปี 2542 เมื่อรัฐบาลประกาศให้ปี 2542 เป็น "ปีแห่งการศึกษาสำหรับคนพิการ"ซึ่งเป็นหนึ่งในนโยบายแห่งชาติในปีนั้น โดยระบุอย่างชัดเจนว่า "คนพิการทุกคนที่อยากเรียน ต้องได้เรียน"ในปีเดียวกันนั้น รัฐบาลก็ได้ประโยชน์นโยบายการศึกษาใหม่เพื่อคนพิการซึ่งระบุว่าคนพิการต้องได้รับโอกาสทางกรศึกษาเท่าเทียมกับคนทั่วไป นโยบายนี้ถือเป็นนโยบายระยะยาวและเป็นเป้าหมายทางการศึกษาของคนพิการในประเทศไทย ซึ่งจะช่วยยกระดับความเป็นอยู่ของครอบครัวที่มีคนพิการด้วย
Tพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติที่ตราขึ้นในปี 2542 รับรองสิทธิของคนพิการในการได้รับการศึกษาตามสิทธิของพวกเขาในรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 พระราชบัญญัติฉบับนี้ได้รับการศึกษาขั้นพื้นฐาน 12 ปีโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย
ไทยมีระบบการศึกษา 3 ระบบสำหรับคนพิการ คือ
ในปี 2541 วิทยาลัยราชสุดา มหาวิทยาลัยมหิดลจัดการศึกษาระดับอุดมศึกษาสำหรับคนพิการ วิทยาลัยมีหลักสูตรประกาศนียบัตร ปริญญาตรี และปริญญาโทในสาขาเกี่ยวกับความพิการ และมีโปรแกรมพิเศษสำหรับคนหูหนวก จนถึงปัจจุบันมีคนพิการจบการศึกษาระดับปริญญาโทจากวิทยาลัยราชสุดาแล้ว 18 คน มหาบัณฑิตบางคนจบการศึกษาในสาขาการฟื้นฟูสมรรถภาพคนพิการ บ้างก็จบในสาขาเทคโนโลยี ปัจจุบันมีนักศึกษาที่เป็นคนหูหนวกและมีความบกพร่องทางการได้ยิน 58 คนกำลังศึกษาอยู่ในระดับปริญญาตรี บางคนได้รับประกาศนียบัตรแล้ว นอกจากนี้วิทยาลัยยังมีหลักสูตรสำหรับผู้สอนภาษามือด้วย
สืบเนื่องจากพระราชบัญญัติฟื้นฟูสมรรถภาพคนพิการ พ.ศ. 2534 ในปี 2537 กระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคมได้ออกกฎกระทรวงว่าด้วยการจ้างงานคนพิการ ซึ่งกำหนดสัดส่วนการจ้างงานสำหรับคนพิการเพื่อเพิ่มโอกาสในการมีงานทำของคนพิการ นายจ้างที่มีลูกจ้างเกิน 200 คนต้องจ้างคนพิการหนึ่งคน หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งคือบริษัทต่างๆ ต้องจ้างลูกจ้างที่เป็นคนพิการ 1 คนต่อลูกจ้างที่ไม่พิการทุก 200 คน ทั้งหน่วยงานของรัฐบาลและรัฐวิสาหกิจต้องปฏิบัติตามระเบียบนี้ ในกรณีที่นายจ้างหรือสถานประกอบการไม่รับคนพิการเข้าทำงานตามสัดส่วนที่กำหนด จะต้องเสียค่าปรับเข้ากองทุนฟื้นฟูสมรรถภาพคนพิการ
จากรายงานการสำรวจคนพิการ (2544) ทั่วประเทศมีลูกจ้างที่เป็นคนพิการไม่ถึง 1% ของลูกจ้างทั้งหมด
| ภาคและเขตการปกครอง | ลูกจ้างทั้งหมด | ลูกจ้างที่ไม่ใช่คนพิการ | ลูกจ้างที่เป็นคนพิการ | ร้อยละของลูกจ้างพิการ |
|---|---|---|---|---|
ทั่วประเทศ •เทศบาล • นอกเทศบาล |
34,191,816 10,692,007 23,499,809 |
33,871,134 10,634,448 23,236,686 |
320,682 57,559 263,123 |
0.9% 0.5% 1.1% |
กรุงเทพมหานคร ภาคกลาง (ยกเว้นกรุงเทพฯ) ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคใต้ |
4,179,094 7,735,836 6,352,313 11,132,808 4,191,791 |
4,162,892 7,688,732 6,268,368 11,592,483 4,158,685 |
16,202 47,104 83,945 140,325 33,106 |
0.4% 0.6% 1.3% 1.2% 0.8% |
* ที่มา: รายงานการสำรวจคนพิการ 2544, สำนักงานสถิติแห่งชาติ
มีการจัดตั้งศูนย์ฝึกอาชีพพิเศษเพื่อสนับสนุนให้คนพิการมีความพร้อมที่จะออกไปทำงานรับจ้างหรือประกอบอาชีพส่วนตัว
ศูนย์ได้จัดหลักสูตรฝึกอาชีพมากมายควบคู่ไปกับการฝึกทักษะความชำนาญทางสังคมและการดูแลตนเอง
แม้ว่ารัฐบาลจะสนับสนุนการฝึกอาชีพและการศึกษาระดับสูงกว่าภาคบังคับ เปิดโอกาสทางอาชีพให้คนพิการมากขึ้น แต่การแข่งขันกับคนหางานคนอื่นยังคงเป็นภาระหนักสำหรับคนพิการ วิกฤตเศรษฐกิจในปี 2540 ยิ่งลดโอกาสการมีงานทำสำหรับคนพิการที่กำลังหางานทำลงให้น้อยลงไปอีก
การประกอบอาชีพส่วนตัวเป็นอีกโอกาสหนึ่งที่คนพิการจะสามารถพึ่งพาตนเองได้ ในรายงานการศึกษาของ JICA ปี 2542 พบว่าคนพิการส่วนใหญ่ต้องการประกอบอาชีพส่วนตัว และในความจริงรายงานการสำรวจคนพิการ ปี 2544 ในไทยก็ระบุว่าคนพิการจำนวนมาก (41.6%) ประกอบอาชีพส่วนตัว
รัฐบาลให้การสนับสนุนทางการเงินแก่คนพิการที่ต้องการประกอบอาชีพอิสระ คนพิการสามารถขอเงินกู้ระยะยาวปลอดดอกเบี้ยจากกองทุนฟื้นฟูสมรรถภาพคนพิการเพื่อประกอบธุรกิจของตนเอง จากรายงานของกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ มีคนพิการ 12,500 คนได้รับเงินกู้รายละ 20,000 บาท ตั้งแต่ปี 2540- 2542
| ศูนย์ฟื้นฟูอาชีพคนพิการ | 2541 | 2542 | 2543 | 2544 | 2545 | |||||
|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|
| สมัคร | รับ | สมัคร | รับ | สมัคร | รับ | สมัคร | รับ | สมัคร | รับ | |
| พระประแดง | 113 |
98 |
88 |
58 |
102 |
85 |
123 |
86 |
108 |
42 |
| ขอนแก่น | 166 |
126 |
177 |
147 |
140 |
129 |
153 |
117 |
116 |
97 |
| บ้านทองพูนเผ่าพนัส | 71 |
64 |
85 |
70 |
110 |
80 |
93 |
75 |
48 |
46 |
| ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ | 95 |
78 |
114 |
73 |
112 |
95 |
145 |
97 |
80 |
67 |
| หยาดฝน | 70 |
60 |
100 |
60 |
70 |
51 |
64 |
58 |
38 |
38 |
| ภาคใต้ | 152 |
95 |
136 |
93 |
114 |
79 |
112 |
63 |
112 |
112 |
| ลพบุรี | 127 |
63 |
74 |
36 |
86 |
42 |
132 |
92 |
67 |
67 |
| หนองคาย | - |
- |
- |
- |
118 |
71 |
99 |
68 |
79 |
66 |
รวม |
794 |
584 |
774 |
537 |
852 |
632 |
921 |
656 |
648 |
535 |
ที่มา : สำนักงานส่งเสริมและพิทักษ์คนพิการ (สทก.)
คณะกรรมฟื้นฟูสมรรถภาพคนพิการและองค์กรช่วยเหลือตนเอง (SHO) ของคนพิการได้ร่วมมือกันทำให้คนพิการสามารถเข้าถึงระบบขนส่งมวลชนได้ นับแต่นั้นมาการเข้าถึงสิ่งอำนวยความสะดวกสาธารณะก็เป็นไปได้มากขึ้นเรื่อยๆ
วันที่ 3 ธันวาคม 2542 วันคนพิการสากล ได้มีการประกาศว่าคนพิการต้องเข้าถึงสิ่งอำนวยความสะดวกสาธารณะทุกอย่างได้ ทั้งอาคารสถานที่ การคมนาคม และบริการอื่นๆ ตามกฎกระทรวงว่าด้วยการเข้าถึงของคนพิการ ภาคเอกชนเพิ่มการเข้าถึงโดยการติดตั้งสิ่งอำนวยความสะดวกพิเศษสำหรับคนพิการ ซึ่งค่าใช้จ่ายจะนำมาหักภาษีได้ 2 เท่า
คณะกรรมการส่งเสริมคุณภาพชีวิตคนพิการ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์สร้างระบบบริการสารสนเทศ (ICT) ที่คนพิการสามารถเข้าถึงได้ โดยมีคณะอนุกรรมการเพื่อคนพิการแนะนำและส่งเสริมการสร้างระบบบริการสารสนเทศที่เข้าถึงได้สำหรับคนพิการทุกคน
มีโครงการวิจัยสารสนเทศเพื่อคนพิการเกิดขึ้นหลายโครงการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่เป็นผลงานของศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (NECTEC) เช่น
| โครงการวิจัย | รายละเอียดโดยสรุปของการวิจัย | สถานภาพของโครงการ | หน่วยงานวิจัย |
|---|---|---|---|
| อุปกรณ์ช่วยสื่อสารขนาดพกพา "โอภา" | "โอภา"เป็น อุปกรณ์สำหรับช่วยสื่อสารขนาดพกพาสำหรับเด็กที่มีปัญหาเรื่องการออกเสียง หรือ โอภา สำหรับผู้ที่มีปัญหาในการออกเสียง | เสร็จแล้ว/ พร้อมจะผลิตเพื่อจำหน่าย | คณะวิศวกรรมศาสตร์ สถาบันพระจุลจอมเกล้าเจ้าคุณทหาร ลาดกระบัง |
| โปรแกรมช่วยสื่อสาร "ปราศรัย" | "ปราศรัย"เป็นโปรแกรมที่ออกแบบเพื่อช่วยเหลือผู้ที่สูญเสียความสามารถ ในการพูดให้สามารถสื่อสารกับผู้อื่นได้โดยใช้เสียงผ่านคอมพิวเตอร์ | เสร็จแล้ว/ พร้อมจะผลิตเพื่อจำหน่าย | NECTEC |
| พจนานุกรมภาษามือ ฉบับ ภาษาไทย / ชุดคำศัพท์คอมพิวเตอร์ | ภาษามือฉบับภาษาไทยเป็นโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ที่แสดงภาษามือมาตรฐานซึ่งใช้ในวิยาลัยราชสุดา มหาวิทยาลัยมหิดลและสมาคมคนหูหนวกแห่งประเทศไทย | ผลิตและกระจายให้องค์กรที่เกี่ยวข้อง | NECTEC |
| โปรแกรม Picture Vocabulary | Picture Vocabulary เป็นโปรแกรมมัลติมีเดียซึ่งมีทั้งคำศัพท์ภาษาไทยและภาษาอังกฤษพร้อมรูปภาพและเสียง | เสร็จแล้ว/ พร้อมจะผลิตเพื่อจำหน่าย | NECTEC |
| โปรแกรมรูปภาพ | โปรแกรมรูปภาพเป็นเครื่องมือช่วยการเรียนการสอน สำหรับเด็กที่มีความต้องการพิเศษทางภาษาโดยใช้มัลติมีเดีย โปรแกรมนี้มี 3 โปรแกรมย่อย: I_writer, I_template writer, และ I_reader | เสร็จแล้ว/ พร้อมจะผลิตเพื่อจำหน่าย. | NECTECT |
| โปรแกรม "อักษรลิขิต" | โปรแกรมช่วยฝึกเขียน"อักษรลิขิต"ได้รับการออกแบบมาเพื่อเป็นเครื่องมือในการเขียนสำหรับ เด็กที่มีปัญหาพัฒนาการทางด้านภาษา หรือเด็กสมองพิการที่ไม่สามารถเขียนหนังสือด้วยมือ หรือพิมพ์ข้อความผ่านแป้น คีย์บอร์ดปกติได้ | เสร็จแล้ว/ พร้อมจะผลิตเพื่อจำหน่าย | NECTEC |
| โปรแกรมเดาคำศัพท์ | เป็นโปรแกรมที่ทำงานกับโปรแกรม Word Processor ภาษาไทย เพื่อใช้สำหรับการเดาคำศัพท์ | กำลังดำเนินการอยู่ | NECTEC |
| โครงการ "กระดานลิขิต" | "กระดานลิขิต" ทำหน้าที่เป็นเหมือนกระดานสำหรับคีย์ข้อมูล โดยจะทำงานร่วมกับโปรแกรม Overlay Maker | กำลังดำเนินการอยู่ | คณะวิศวกรรมศาสตร์ สถาบันพระจุลจอมเกล้าเจ้าคุณทหาร ลาดกระบัง |
| โทรศัพท์ข้อความสำหรับคนหูหนวก (TTY: Tele Typing หรือ TDD) | เป็นเครื่องมือเพื่อให้คนพิการสามารถสื่อสารได้โดยการรับ-ส่งข้อความด้วยโทรศัพท์ | เสร็จแล้ว/ พร้อมจะผลิตเพื่อจำหน่าย | คณะวิศวกรรมศาสตร์ สถาบันพระจุลจอมเกล้าเจ้าคุณทหาร ลาดกระบัง |
| โครงการพัฒนาฮาร์ดแวร์ PAL Line 18 Thai-English Close Caption Video System | PAL Line 18 Thai-English Close Caption Video System เป็นโครงการพัฒนาระบบวีดิโอ | เสร็จแล้ว/ พร้อมจะผลิตเพื่อจำหน่าย | คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย |
| โครงการวิจัยการใช้มอเตอร์สำหรับรถเข็นคนพิการ | โครงการวิจัยนี้ดำเนินการภายใต้ความร่วมมือระหว่าง NECTEC และมูลนิธิคนพิการไทยโดยมีจุดประสงค์เพื่อพัฒนาการใช้มอเตอร์สำหรับรถเข็นของคนพิการ | เสร็จแล้ว/ พร้อมจะผลิตเพื่อจำหน่าย | NECTEC |
| โครงการวิจัยระบบช่วยเหลือสำหรับยานพาหนะคนพิการ | โครงการนี้มีจุดประสงค์เพื่อพัฒนาการเคลื่อนที่ด้วยมอเตอร์สำหรับยานพาหนะของคนพิการ | เสร็จแล้ว/ พร้อมจะผลิตเพื่อจำหน่าย | NECTEC |
(ตาราง 9: โครงการวิจัย ICT ที่ NECTEC ให้ทุนสนับสนุน ระหว่างปี 2545-2546)
_______

