skip navigation

  1. 1.1บทนำ

    สาธารณรัฐอินโดนีเซียเป็นประเทศหมู่เกาะขนาดใหญ่ที่สุดในโลก โดยมีประมาณ 17,000 เกาะ พื้นที่กว่า 70% ไม่มีผู้คนอาศัย อินโดนีเซียมีทั้งหมด 27 จังหวัดและ 2 แคว้นพิเศษ หลังจากที่ชาวดัตช์ได้เข้ามายึดครองมากกว่า 300 ปี ประเทศอินโดนีเซียก็ได้รับเอกราชจากประเทศเนเธอร์แลนด์ในปี 2492 ประเทศอินโดนีเซียมีหมู่เกาะหลัก 5 เกาะคือ อีเรียน (Irian), ชวา (Java), กาลิมันตัน (Kalimantan), สุลาเวสี (Sulawesi) และสุมาตรา (Sumatra) เกาะชวาเป็นหมู่เกาะที่เล็กที่สุดในบรรดาเกาะทั้ง 5 เกาะ แต่ประมาณ 60% ของประชากร 200 ล้านคน อาศัยอยู่บนเกาะนี้

  2. 1.2 ภูมิศาสตร์

    หมู่เกาะอินโดนีเซียมีพื้นที่รวมทั้งหมดประมาณ 1,826,440 ตารางกิโลเมตร หมู่เกาะเหล่านี้อยู่ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ระหว่างมหาสมุทรอินเดียและมหาสมุทรแปซิฟิก ชายฝั่งของประเทศอินโดนีเซียยาวประมาณ 2,600 กิโลเมตร และมีพรมแดนติดกับประเทศมาเลเซีย ปาปัวนิวกีนี และติมอร์ตะวันออก เกาะที่ใหญ่ที่สุดคือสุมาตรา กรุงจาการ์ตาเป็นเมืองหลวงตั้งอยู่บนเกาะชวา

    รูป 2

    Indonesia Map

    ที่มา: United States Central Intelligence Agency

  3. 1.3 ข้อมูลด้านสังคมและเศรษฐกิจ

    สถิติประชากรอินโดนีเซียประกอบไปด้วยกลุ่มชาติพันธุ์ที่หลากหลาย แบ่งเป็น ชาวชวา 45% ชาวซูดาน 14% ชาวมาดู 7.5% ชาวมาเลย์ชายฝั่งทะเล 7.5% และอื่นๆ อีก 26% ภาษาอินโดนีเซียหรือ Bahasa Indonesia เป็นภาษาทางการ อย่างไรก็ตามภาษาอังกฤษ ดัตช์ และภาษาท้องถิ่นอื่นๆ ก็มีการใช้อย่างแพร่หลาย

    รูป 3

    การนับถือศาสนาการสำรวจจำนวนประชากรปี 2543
    2000 Census

    Expenditures by functions 2002Description

    ที่มา: สำนักงานสถิติ, การสำรวจสำมะโนประชากรปี 2543

    ประชากร ประชากรของอินโดนีเซีย ตามรายงานของสำนักงานสถิติจากการการสำรวจสำมะโนประชากรที่จัดขึ้นในปี 2543 มีทั้งสิ้น 206,264,595 คน เปรียบเทียบกับการสำรวจจำนวนประชากรปี 2533 ซึ่งพบว่ามี 179,378,946 คน อัตราการเติบโตของประชากรอินโดนีเซียโดยเฉลี่ยต่อปี ระหว่างปี 2533 ถึง 2543 คือ 1.49% ซึ่งจากอัตราการเจริญเติบโตนี้คาดว่าเดือนกรกฎาคมปี 2546 จะมีประชากรที่อาศัยอยู่ในประเทศอินโดนีเซียจำนวน 234.9 ล้านคน

    จากการสำรวจสำมะโนประชากรปี 2543 พบว่าประชากรที่อาศัยอยู่ในเขตเมืองคิดเป็น 42% ซึ่งหากเปรียบเทียบกับปี 2533 มีเพียง 30.9% เท่านั้น

    ตาราง 1

    จำนวนประชากรแบ่งตามเพศและอายุ
    ( การสำรวจจำนวนประชากรปี 2543)
    อายุ ชาย % หญิง % รวม % รวมทั้งสิ้น
    0-4 10,295,701 10.2 10,006,675 10.0 20,302,376 10.1
    5-10 10,433,865 10.3 10,060,226 10.0 20,494,091 10.2
    11-14 10,460,908 10.4 9,992,824 10.0 20,453,732 10.2
    15-19 10,649,348 10.6 10,500,169 10.5 21,149,517 10.5
    20-24 9,237,464 9.2 10,020,637 10.0 19,258,101 9.6
    25-29 9,130,504 9.0 9,510,433 9.5 18,640,937 9.3
    30-34 8,204,302 8.1 8,195,418 8.2 16,399,720 8.1
    35-39 7,432,840 7.4 7,471,386 7.4 14,904,226 7.4
    40-44 6,433,438 6.4 6,034,410 6.0 12,467,848 6.2
    45-49 5,087,252 5.0 4,568,753 4.6 9,656,005 4.8
    50-54 3,791,185 3.8 3,593,783 3.6 7,384,968 3.7
    55-59 2,883,226 2.9 2,795,438 2.8 5,678,664 2.8
    60-64 2,597,076 2.6 2,723,943 2.7 5,321,019 2.6
    65-69 1,666,191 1.7 1,898,735 1.9 3,564,926 1.8
    70-74 1,368,190 1.4 1,468,847 1.5 2,837,037 1.4
    75+ 1,257,526 1.2 1,459,459 1.5 2,716,985 1.4
    TT 5,946 0.0 5,901 0.0 11,847 0.0
    Total 100,934,962 100.0 100,307,037 100.0 201,242,000 100.0
    สัดส่วนทางเพศ 50.2%   49.8%    

    ที่มา: สำนักงานสถิติ, การสำรวจสำมะโนประชากรปี 2543
    (จำนวนดังกล่าวไม่ใช่จำนวนการสำรวจจำนวนประชากรที่สมบูรณ์ เนื่องจากการ "ไม่ตอบ"แบบสำรวจสำมะโนประชากร)

    แรงงาน จากการสำรวจข้อมูลแรงงานแห่งชาติที่จัดขึ้นโดยสำนักงานสถิติ พบว่าประชากรที่มีอายุ 15 ปีขึ้นไปที่ว่างงานมีจำนวนประมาณ 8.1% ของแรงงานทั้งหมดประมาณ 99 ล้านคน ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2544

    ตาราง 2

    จำนวนการจ้างงานทั้งหมดในปี 2544
    ประเภท ประชากร %
    จ้างงาน ว่างงาน 91.9
    ว่างงาน 8,005,031 8.1
    แรงงาน 98,812,448 100.0
    ในโรงเรียน 10,899,236 24.1
    แม่บ้าน 26,461,653 58.5
    อื่นๆ 7,860,536 17.4
    ไม่ได้รวมอยู่ในภาคแรงงาน 45,221,425 100.0
    ประชากรรวมทั้งสิ้น 144,033,873  

    ที่มา: การสำรวจแรงงานแห่งชาติปี 2544

    ตาราง 3

    การจ้างงานจำแนกตามภาคอุตสาหกรรม (อายุ 15 ปีขึ้นไป) ปี 2544
    อุตสาหกรรมหลัก ประชากร %
    เกษตรกรรม ป่าไม้ ล่าสัตว์ และประมง 39,743,908 43.8
    เหมืองแร่และเหมืองหิน - 0.0
    อุตสาหกรรมภาคการผลิต 12,086,122 13.3
    ไฟฟ้า แก๊ส น้ำ - 0.0
    ก่อสร้าง 3,837,554 4.2
    ค้าปลีก ค้าส่ง ร้านอาหาร โรงแรม 17,469,129 19.2
    การขนส่ง การจัดเก็บและการสื่อสาร 4,448,279 4.9
    การเงิน ประกัน อสังหาริมทรัพย์ การบริการทางด้านธุรกิจ 1,127,823 1.2
    การบริการชุมชน สังคมและบุคคล 11,003,482 12.1
    อื่นๆ 1,091,120 1.2
    รวม 90,807,417 100.0

    ที่มา: การสำรวจแรงงานแห่งชาติ

    ระดับความยากจน จากข้อมูลขององค์การสหประชาชาติ เส้นระดับความยากจนสำหรับแต่ละประเทศจะแตกต่างกันออกไป เนื่องจากสภาพที่ต่างกันในแต่ละประเทศ รวมทั้งรสนิยมท้องถิ่น และค่านิยมทางวัฒนธรรม ธนาคารเพื่อการพัฒนาแห่งเอเชีย (ADB) คาดว่าระดับความยากจนในปี 2545 จะมีประชากรจำนวน 17.9% ใช้ชีวิตอยู่ต่ำกว่าเส้นระดับความยากจนของประเทศ ซึ่งมีความเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น จากในปี 2541 ที่ระดับ 24.2% ธนาคารเพื่อการพัฒนาแห่งเอเชียระบุว่า ระดับความยากจนนั้นมีผลโดยตรงต่อราคาอาหาร

    ปัจจัยชี้วัดทางเศรษฐกิจ ข้อมูลของธนาคารเพื่อการพัฒนาแห่งเอเชียระบุว่า เศรษฐกิจเจริญเติบขึ้นในปี 2545 มีการใช้จ่ายด้านการบริโภคของภาคเอกชนเป็นส่วนใหญ่ ในขณะที่รัฐบาลได้ดำเนินมาตรการปรับปรุงความเติบโตทางด้านเศรษฐศาสตร์มหภาคและนโยบายการคลังแบบยั่งยืน จากการก่อการร้ายที่เมืองบาหลีเมื่อเดือนตุลาคม 2545 ทำให้เกิดความชะงักต่อระบบเศรษฐกิจอยู่ภายใต้การควบคุมแล้ว แต่ยังจะส่งผลกระทบในทางลบต่อความเติบโตทางเศรษฐกิจ ซึ่งคาดว่าจะยังคงอยู่ในระดับที่ปานกลางในปี 2546 และ 2547

    การส่งออกและการนำเข้าในปี 2545 มีปริมาณลดลง การใช้จ่ายภาครัฐบาลและเอกชนได้เพิ่มขึ้นอย่างมากในปี 2545 และกลายเป็นปัจจัยกระตุ้นต่อการเติบโตของจีดีพี (ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ) ระหว่างปี 2545 การใช้จ่ายของภาคเอกชนสูงขึ้นกว่าการเติบโตทางด้านรายรับทั้งหมด ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากผลกระทบจากวิกฤตเศรษฐกิจในทวีปเอเชีย

    แม้จะมีการคาดว่าปัจจัยภายนอกจะส่งผลดีต่อการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ การส่งออกก็ต้องเผชิญหน้ากับการแข่งขันระหว่างประเทศในภูมิภาค โดยเฉพาะกับสาธารณรัฐประชาชนจีนและประเทศเวียดนาม

    ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) เติบโตที่ 3.7% ในปี 2545 ซึ่งเป็นผลมาจากการใช้จ่ายของภาครัฐและเอกชน การเติบโตในภาคการผลิตมีการรายงานว่ามีอัตรา 3.7% ช่วงปี 2545 แม้ว่าจะมีผลกระทบจากภาวะน้ำท่วมในช่วงต้นปี และมีการใช้จ่ายด้านการลงทุนที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง ในขณะที่ภาคการเกษตรเติบโต 2.3% ข้อมูลของธนาคารเพื่อการพัฒนาแห่งเอเชียพบว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศคาดว่าจะอยู่ที่ 3.4% ในปี 2546 และจะแข็งแกร่งมากขึ้นเป็น 4.0% ในปี 2547

    ตาราง 4

    ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศจำแนกตามอุตสาหกรรม ปี 2545
      พันล้านรูปี พันล้านเหรียญสหรัฐ %
    เกษตรกรรม 281,325 30.2 17.5
    เหมืองแร่ 191,827 20.6 11.9
    อุตสาหกรรมการผลิต 402,601 43.2 25.0
    ไฟฟ้า 29,101 3.1 1.8
    ก่อสร้าง 92,366 9.9 5.7
    การค้า 258,869 27.8 16.1
    ขนส่ง / สื่อสาร 97,344 10.5 6.0
    การเงิน 105,622 11.3 6.6
    การบริหารจัดการสาธารณะ 83,294 8.9 5.2
    อื่นๆ 67,664 7.3 4.2
    รวม 1,610,013 172.9 100.0

    ที่มา : ธนาคารเพื่อการพัฒนาแห่งเอเชีย, ธนาคารโลก
    อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศอัตราเฉลี่ยในปี 2545 คือ 9,311 ต่อ 1 เหรียญสหรัฐ

    งบประมาณ ผลลัพธ์จากการใช้นโยบายการคลังทำให้มีการมีการปรับปรุงขึ้นจากงบประมาณขาดดุล 4.8% ของจีดีพี ในปี 2543 เหลือเพียง 2.5% ในปี 2545 และ 1.8% ในปี 2546 ปัจจัยหลักที่ช่วยลดการขาดดุลคือการดำเนินการลดการอุดหนุนด้านเชื้อเพลิงโดยภาครัฐ การจ่ายดอกเบี้ยยังคงเป็นหนึ่งในค่าใช้จ่ายหลักของงบประมาณ ซึ่งคิดเป็น 5.3% ของจีดีพี ปี 2545

    ตาราง 5

    รายรับและรายจ่ายของรัฐบาล (พันล้าน รูปี)
      ใช้จ่ายจริงปี 2545 งบประมาณปี 2546
    รายรับทั้งหมด 300,188 336,156
    (อัตรา พันล้าน เหรียญสหรัฐ) 32.2 36.1
    ค่าใช้จ่ายของรัฐบาลกลาง    
    บุคคลากร 39,687 50,240
    วัสดุอุปกรณ์ 12,433 15,427
    การใช้จ่ายด้านดอกเบี้ย 89,868 81,975
    เงินอุดหนุนจากรัฐบาล 40,006 25,465
    อื่นๆ 7,076 15,476
    ค่าใช้จ่ายของรัฐบาลกลางรวมทั้งสิ้น 189,070 188,583
    ค่าใช้จ่ายในการพัฒนา    
    การสนับสนุนด้านการเงินรูปี 27,639 46,230
    โครงการ Auid 12,632 18,900
    ค่าใช้จ่ายในการพัฒนารวมทั้งสิ้น 40,271 65,130
    ค่าใช้จ่ายทั่วภูมิภาค 98,522 116,878
    รวมค่าใช้จ่ายทั้งสิ้น 327,863 370,591
    (พันล้านเหรียญสหรัฐ) 35.2 39.8

    ที่มา: ธนาคาร Sentral Republik Indonesia
    อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศอัตราเฉลี่ยในปี 2545 คือ 9,311 ต่อ 1 เหรียญสหรัฐ
     

    รูป 4

    งบประมาณจำแนกตามประเภท ปี 2545

    Expenditures by functions 2002Description

    ที่มา: Asian Development Bank

    การนำเข้า การนำเข้าเพิ่มขึ้น 0.5% ในปี 2545 มีมูลค่า 35.8 พันล้านเหรียญสหรัฐ การนำเข้าน้ำมันและแก๊สเพิ่มขึ้นจาก 5.7 พันล้านเหรียญสหรัฐในปี 2544 เป็น 6.6 พันล้านเหรียญสหรัฐในปี 2545 อย่างไรก็ตามสินค้านำเข้านอกเหนือจากน้ำมันและแก๊สได้มีปริมาณลดลง เนื่องจากการนำเข้าวัตถุดิบและสินค้าทุนลดลง

    ตาราง 6

    สินค้านำเข้า (CIF) ปี 2545 (ล้านเหรียญสหรัฐ)
    ประเภท ราคา %
    อาหาร 2,852 8.0
    เชื้อเพลิง/พลังงาน 6,558 18.3
    สินค้าทุน 8,606 24.0
    อื่นๆ 17,789 49.7
    สินค้านำเข้ารวมทั้งสิ้น 35,805 100.0

    ที่มา: ธนาคารโลก

    การส่งออกการส่งออกได้เพิ่มขึ้นจาก 57.4 พันล้านเหรียญสหรัฐในปี 2544 เป็น 58.8 พันล้านเหรียญสหรัฐในปี 2545 สินค้าส่งออกนอกเหนือจากน้ำมันและแก๊สมีมูลค่า 45.3 พันล้านเหรียญสหรัฐ ในขณะที่การส่งออกน้ำมันและแก๊สมีถึง 17.7 พันล้านเหรียญสหรัฐ ช่วงปี 2545 สินค้าส่งออกนอกเหนือจากน้ำมันและแก๊สได้เพิ่มขึ้น 1% เมื่อเปรียบเทียบกับการลดลง 11% ในปี 2544 การส่งออกที่เพิ่มขึ้นช่วยส่งผลดีต่อการเติบโตในภาคเกษตรกรรมและภาคอุตสาหกรรม

    ตาราง 7

    สินค้าส่งออก (FOB) ปี 2545 (ล้านเหรียญสหรัฐ)
    ประเภท ราคา %
    เชื้อเพลิง 12,139 20.6
    ยาง 1,238 2.1
    อุตสาหกรรมการผลิต 19,119 32.5
    อื่นๆ 26,321 44.8
    รวม 58,817 100.0

    ที่มา : ธนาคารโลก

  4. 1.4 รัฐบาล

    อินโดนีเซียเป็นประเทศสาธารณรัฐ มีประธานาธิบดีและรองประธานาธิบดีที่มาจากการเลือกตั้ง สภาที่ปรึกษาประชาชนประกอบไปด้วยสภาผู้แทนราษฎร และสมาชิกที่ได้รับการคัดสรรโดยทางอ้อม 195 คน ประธานาธิบดีของสาธารณรัฐคือ เมกาวาตรี ซูกาโน่ปูตรี (Megawati Sukarnoputri) และรองประธานาธิบดีคือ ฮัมซาฮ ฮาซ (Hamzah Haz) โดยทั้งคู่ได้รับการเลือกตั้งเข้าดำรงตำแหน่งในเดือนกรกฎาคม 2544

    รัฐบาลมีกระทรวงทั้งหมด 4 กระทรวง รัฐมนตรี 16 คน รัฐมนตรีประจำรัฐ 9 คน สถาบันของรัฐบาลที่ไม่ใช่กระทรวง 16 สถาบัน อยู่ที่ระดับรัฐบาลกลาง สาธารณรัฐได้แบ่งการปกครองออกเป็น 32 จังหวัด มีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นผู้ควบคุมดูแล แต่ละจังหวัดก็จะแบ่งออกเป็นอำเภอ (regencies) และเทศบาล และแบ่งย่อยออกอีกเป็นตำบล ในแต่ละตำบลก็จะแบ่งออกเป็นหมู่บ้าน

  5. 1.5 ระบบสวัสดิการสังคมแห่งชาติ

    The Indonesian National Social Security Association (INSSA) ก่อตั้งขึ้นในปี 2538 ให้เป็นสมาคมของสถาบันประกันสังคมแห่งชาติ 5 แห่ง เพื่อให้บริการที่จำเป็น โดยให้ความคุ้มครองกรณีสูงอายุ การเจ็บป่วย อุบัติเหตุ พิการ และกรณีเสียชีวิต

    ระบบประกันสังคมได้แบ่งออกเป็น 5 โครงการที่แยกออกจากกัน และทั้งหมดเป็นส่วนหนึ่งของสมาคมประกันสังคมแห่งชาติอินโดนีเซีย (INSSA)

    PT TASPEN – การประกันสังคมสำหรับข้าราชการ TASPEN ก่อตั้งในปี 2506 เพื่อให้บริการสำหรับเงินช่วยเหลือทางการเงินแบบเหมาจ่ายแก่ผู้เกษียณหรือเสียชีวิต โครงการประกันสังคมได้ขยายความคุ้มครองในปี 2524 โดยรวมไปถึงกรณีสูงอายุ ทายาท และกรณีไม่ได้รับเงินบำนาญ

    PT ASKES – ประกันสุขภาพสำหรับข้าราชการ ผู้เกษียณอายุ ทหารผ่านศึกและครอบครัว ASKES ก่อตั้งขึ้นในปี 2511 เพื่อให้บริการด้านสุขภาพสำหรับข้าราชการ ผู้เกษียณอายุ ทหารผ่านศึกและครอบครัว โครงการประกันสุขภาพได้ขยายความคุ้มครองในปี 2534 ในโครงการจัดการประกันสุขภาพ เพื่อการให้บริการสวัสดิการสุขภาพที่ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น

    PT ASABRI - ประกันสังคมสำหรับบุคลากรในกองทัพ PT ASABRI ก่อขึ้นตั้งในปี 2514 เพื่อให้ความคุ้มครองแก่บุคลากรในกองทัพทุกหมู่เหล่า และลูกจ้างพลเรือนของกระทรวงกลาโหม (Ministry of Defense) ในกรณีรายได้ลดลง หรือสูญเสียรายได้เนื่องจากสูงอายุ สิ้นสุดสัญญาการจ้างงาน และการเสียชีวิต

    PT JAMSOSTEK – ประกันสังคมลูกจ้างJAMSOSTEK ก่อตั้งในปี 2520 เพื่อเป็นโครงการประกันสังคมแก่ลูกจ้างหรือที่รู้จักกันในนาม ASTEK เพื่อให้ความคุ้มครองต่ออุบัติเหตุจากทำงาน กองทุนบำนาญ และการประกันชีวิต โครงการประกันสังคมได้ขยายการคุ้มครองในปี 2535 โดยจัดให้มีการประกันสุขภาพ และเป็นที่รู้จักกันในนาม ระบบประกันสังคมลูกจ้าง (Employee’s Social Security System)

    JASA RAHARJA – ประกันอุบัติเหตุการจราจรJASA RAHARJA ได้บริหารจัดการโครงการประกัน 2 ส่วนหลักคือ

    • ประกันสำหรับผู้โดยสารขนส่งมวลชนสาธารณะ ต่ออุบัติเหตุจราจร ภายใต้กองทุนประกันภาคบังคับ (Mandatory Insurance Fund) ต่ออุบัติเหตุที่เกิดขึ้นแก่ผู้โดยสาร
    • ประกันบุคคลที่สามต่ออุบัติเหตุยานพาหนะภายใต้ความคุ้มครองของกองทุน จากอุบัติเหตุบนท้องถนน ผลประโยชน์ที่จะได้รับก็จะอยู่ในรูปของการชำระเงินคืนสำหรับการรักษาทางการแพทย์และการชดเชยการเจ็บป่วยและการเสียชีวิต
  6. 1.6 ข้อมูลด้านการศึกษา

    ระบบการศึกษา ระบบการศึกษาในประเทศอินโดนีเซียเป็นการศึกษาภาคบังคับ 9 ปี กระทรวงศึกษาธิการได้รับเอาการบูรณาการมาใช้ในการศึกษาและในปี 2532 ก็ได้ประกาศใช้ข้อบังคับ ความว่า

    "การศึกษาแบบบูรณาการ เป็นรูปแบบโครงการศึกษาสำหรับเด็กพิการ เพื่อจัดเตรียมเครื่องมือและวิธีการด้านการปรับตัวให้สามารถเข้ากับเด็กปกติในเรื่องสถานศึกษาทั่วไปได้ โดยใช้หลักสูตรทั่วไปที่ใช้ในโรงเรียน"

    การศึกษาขั้นพื้นฐาน การศึกษาขั้นพื้นฐานประกอบไปด้วย ระดับประถมศึกษา 6 ปี และระดับมัธยมศึกษาตอนต้น 3 ปี เป้าหมายของการศึกษาขั้นพื้นฐานเพื่อที่จะให้นักเรียนมีทักษะพื้นฐานในการพัฒนาตนเองในฐานะที่เป็นบุคคล เป็นสมาชิกของสังคม เป็นประชากร และเป็นสมาชิกของมนุษยชาติ เช่นเดียวกับการเตรียมความพร้อมสำหรับการศึกษาต่อในระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย

    รูปแบบการศึกษาระดับประถมศึกษาใช้เวลา 6 ปี และจะมีรูปแบบการเรียนออกเป็น 2 รูปแบบ นั้นคือ การศึกษาระดับประถมศึกษาแบบทั่วไป และการศึกษาพิเศษสำหรับเด็กพิการ

    การศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนต้นใช้เวลา 3 ปี โดยได้มีรูปแบบการศึกษา 2 รูปแบบ คือ การศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนต้น (ทั่วไป) และการศึกษาพิเศษ (สำหรับเด็กพิการ)

    นอกจากรูปแบบการศึกษาที่กล่าวมาข้างต้นแล้ว ยังมีโรงเรียนอิสลามระดับประถมศึกษา บริหารจัดการโดยกระทรวงกิจการศาสนาอีกด้วย การศึกษาอิสลามระดับประถมศึกษา (Madrasah Ibtidaiyah) จะเทียบเท่ากับการศึกษาระดับประถมศึกษา และการศึกษาอิสลามระดับมัธยมศึกษา (Madrasah Tsanawlyah) จะเทียบเท่ากับการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนต้น

    การศึกษาระดับมัธยมศึกษา การศึกษาระดับมัธยมศึกษามีหลายรูปแบบประกอบด้วย การศึกษาระดับมัธยมศึกษาทั่วไป การศึกษาระดับมัธยมอาชีวะศึกษา การศึกษาระดับมัธยมทางด้านศาสนา การศึกษาระดับมัธยมด้านการบริการ และการศึกษาระดับมัธยมแบบพิเศษ การศึกษาระดับมัธยมศึกษาทั่วไปได้ให้ความสำคัญต่อการเพิ่มความรู้และการพัฒนาทักษะของนักเรียน และเพื่อเตรียมความพร้อมให้ศึกษาต่อไปในระดับการศึกษาที่สูงขึ้นไป การศึกษาระดับมัธยมอาชีวะศึกษาให้ความสำคัญกับการเพิ่มพูนทักษะทางด้านอาชีพเฉพาะทาง และมุ่งเน้นที่การเตรียมความพร้อมของนักเรียนในการก้าวสู่โลกของการทำงาน และเพิ่มมุมมองด้านการอาชีพแก่นักเรียนด้วย การศึกษาระดับมัธยมด้านศาสนาให้ความสำคัญต่อความรู้ทางด้านศาสนาเป็นพิเศษ การศึกษาระดับมัธยมด้านการบริการเป็นการศึกษาที่เน้นด้านการปรับปรุงความสามารถในการจัดการในอาชีพ หรือผู้มีความประสงค์จะรับราชการ การศึกษาระดับมัธยมแบบพิเศษเป็นการศึกษาแบบเฉพาะและออกแบบเพื่อนักเรียนที่มีความพิการทางด้านร่างกาย และ/หรือ จิตใจ

    การศึกษาระดับอุดมศึกษา การศึกษาระดับอุดมศึกษาเป็นการเพิ่มพูนความรู้จากการศึกษาระดับมัธยมศึกษา ซึ่งประกอบไปด้วยการศึกษาทางด้านวิชาการและการศึกษาทางด้านอาชีพ การศึกษาทางด้านวิชาการมีจุดประสงค์หลักให้นักศึกษาเป็นผู้เชี่ยวชาญทางด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และการวิจัย ในขณะที่การศึกษาทางด้านอาชีพเน้นทางด้านการพัฒนาทักษะต่างๆ

    การเข้าศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยแห่งชาติ นักเรียนจะต้องเข้าสอบแข่งขันระดับประเทศและผ่านกระบวนการประเมินผล

    การศึกษานอกโรงเรียน การศึกษานอกโรงเรียน เป็นการศึกษาที่จัดนอกระบบโรงเรียน ด้วยกิจกรรมการเรียนการสอนที่ไม่ได้ดำเนินอย่างเป็นขั้นตอนและต่อเนื่อง การศึกษานอกโรงเรียนจะต้องอาศัยครอบครัว การเรียนรู้เป็นกลุ่ม และหลักสูตรต่างๆ การศึกษาภายในครัวครัวจะจัดโดยสมาชิกในครอบครัว และให้ความรู้ด้านศาสนา วัฒนธรรม คุณธรรม และทักษะที่จำเป็นต่างๆ การศึกษานอกโรงเรียนสามารถให้บริการได้โดยตัวแทนของรัฐบาลและหน่วยงานเอกชน ภาคเอกชน และชุมชนต่างๆ ชุมชนอาจจะจัดการศึกษาได้ทุกรูปแบบยกเว้นการศึกษาที่มีอยู่และได้ผลเป็นอย่างดี

    อัตราการลงทะเบียนเรียนจากข้อมูลของกองทุนเด็กแห่งสหประชาชาติ (UNICEF) พบว่า อัตราการศึกษาระดับประถมศึกษาสุทธิในช่วงปี 2538 ถึง 2542 เพศชายมี 93% และเพศหญิงมี 90% ในขณะที่อัตราการศึกษาระดับมัธยมศึกษาทั้งหมดในช่วงปีเดียวกันนั้นพบว่ามีเพศชาย 56% และเพศหญิง 54% ตารางที่ 8 แสดงอัตราการลงทะเบียนเรียนแบ่งตามช่วงอายุจากปี 2539 ถึงปี 2543 ตามข้อมูลของสำนักงานสถิติ

    ตาราง 8

    อัตราการลงทะเบียนเรียนในโรงเรียน
    อายุ 2539 2540 2541 2542 2543
    7-12 94.4 95.4 95.1 95.3 95.5
    13-15 75.8 77.5 77.3 79.0 78.7
    16-18 47.6 48.6 49.5 51.1 49.1

    ที่มา: สำนักงานสถิติ

    งบประมาณด้านการศึกษา จากข้อมูลของธนาคารเพื่อการพัฒนาแห่งเอเชีย (ADB) พบว่ารัฐบาลได้ใช้เงินจำนวน 15.9 พันล้านรูปี (1.7 พันล้านเหรียญสหรัฐ) เพื่อการศึกษาในปี 2545 คิดเป็นประมาณ 6.4% ของการจัดสรรทั้งหมดสำหรับหน่วยงานหลักของรัฐบาล และ 4.8% ของค่าใช้จ่ายภาครัฐทั้งหมดในปี 2545

    อัตราการอ่านออกเขียนได้ข้อมูลของกองทุนเด็กแห่งสหประชาชาติ (UNICEF) ระบุว่าอัตราการอ่านออกเขียนได้ของผู้ใหญ่ในปี 2543 คิดเป็นเพศชาย 92% และเพศหญิง 82% จากข้อมูลของสำนักงานสถิติ อัตราการอ่านออกเขียนได้สำหรับประชากรทั้งหมดที่มีอายุ 10 ปีขึ้นไปได้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจากในปี 2539 ที่มี 87.4% เป็น 89.8% ในปี 2542 ตารางที่ 9 แสดงให้เห็นว่าประมาณ 10% ของจำนวนประชากรที่มีอายุ 10 ปีขึ้นไป ไม่ได้รับการศึกษาอย่างเป็นทางการ

    ตาราง 9

    การบรรลุผลทางด้านการศึกษาของประชากร (อายุ 10 ปีขึ้นไป คิดเป็น %)
      2539 2540 2541 2542 2543
    ไม่ได้เข้าศึกษาในโรงเรียน 11.7 10.3 10.0 9.8 9.7
    ศึกษาในระดับประถมศึกษามาบ้าง   28.4 26.6 26.4 25.5 24.3
    ศึกษาในระดับประถมศึกษา  32.3 33.0 33.0 32.5 32.5
    ศึกษาในระดับมัธยมศึกษาตอนต้น  12.7 14.0 13.9 14.6 15.3
    ศึกษาอย่างน้อยระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย  14.9 16.2 16.7 17.7 18.3

    ที่มา : สำนักงานสถิติ

  7. 1.7 ข้อมูลด้านการสาธารณสุข

    จากข้อมูลขององค์การอนามัยโลก (WHO) ประมาณการณ์อายุเฉลี่ยของชาวอินโดนีเซียพบว่า เพศชายจะมีอายุ 64.4 ปี และเพศหญิง 67.4 ปี องค์การอนามัยโลกได้ประมาณการว่ามีแพทย์ 16 คน ต่อประชากรชาวอินโดนีเซียจำนวน 100,000 คน ประเทศอินโดนีเซียมีแพทย์มากกว่า 34,600 คน และพยาบาล/เจ้าหน้าที่ผดุงครรภ์กว่า 108,000 คน ให้บริการด้านสาธารณะสุข ในโรงพยาบาลของรัฐ 680 แห่ง ศูนย์สาธารณสุข 7,237 แห่ง ศูนย์ย่อย 21,267 แห่ง และศูนย์สาธารณสุขเคลื่อนที่ 6,400 แห่ง

    ค่าใช้จ่ายด้านสาธารณสุขทั้งหมดคิดเป็น 2.7% ของจีดีพีในปี 2543 ตามข้อมูลขององค์การอนามัยโลก ขณะที่งบประมาณของรัฐบาลด้านการสาธารณะสุขคิดเป็น 3.1% ของค่าใช้จ่ายทั่วไปในปี 2543

    ข้อมูลขององค์การอนามัยโลกระบุว่าการแพร่เชื้อเอชไอวี/เอดส์ในผู้ใหญ่มีอัตราต่ำกว่า 0.1% ของประชากรทั้งหมด องค์กร UNAIDS และกระทรวงสาธารณสุขคาดว่ามีผู้ติดเชื้อ เอชไอวี/เอดส์ในอินโดนีเซียประมาณ 52,000 คน ซึ่งในจำนวนนี้มีเพศหญิงมากกว่า 13,000 คน ในปี 2542 มีผู้เสียชีวิตจากเชื้อเอชไอวี/เอดส์ ประมาณ 3,100 คน

    ตาราง 10

    ปัจจัยชี้วัดทางด้านสาธารณสุข
      2539  2540  2541 2542 2543
    อัตราร้อยละของประชากรที่มีปัญหาสุขภาพในช่วงเดือนที่ผ่านมา 25.1 24.4 25.4 24.7 25.6
    การคลอดบุตรที่ให้ความช่วยเหลือโดยแพทย์/พยาบาลผดุงครรภ์/เจ้าหน้าที่ทางการแพทย์อื่นๆ  50.0 53.9 51.8 63.0 63.5
    อัตราร้อยละของทารกที่ได้ฉีดวัคซีนป้องกันโรค  88.2 91.0 92.8 89.9 n.a
    ระยะเวลา(เดือน) การให้นมมารดาแก่เด็กที่มีอายุ2 - 4 ปี   20.8 20.8 21.1 21.3 21.4
    ไม่ได้รับอาหารเสริม   3.9 4.0 4.0 3.5 3.8
    ได้รับอาหารเสริม   16.9 16.7 17.1 17.7 17.6
    ร้อยละของประชากรที่ใช้การแพทย์แผนโบราณ  ไม่ระบุ ไม่ระบุ ไม่ระบุ 15.04 15.6

    ที่มา:สำนักงานสถิติ

  8. 1.8 เทคโนโลยีสารสนเทศ

    จากข้อมูลของหน่วยข่าวกรองของสหรัฐอเมริกา (United States Central Intelligence Agency) พบว่าประเทศอินโดนีเซียมีผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ตประมาณ 24 รายในปี 2543 ผู้ใช้อินเตอร์เน็ตประมาณ 4.4 ล้านคน โทรศัพท์พื้นฐานประมาณ 5.6 เลขหมาย และมีการใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ประมาณ 1.1 ล้านเลขหมาย รหัสอินเตอร์เน็ตของประเทศอินโดนีเซีย คือ .id




Logo of Japan International Cooperation Agency (JICA)
Logo of Ministry of Social Development and Human Security


  © , APCD Project. All rights reserved.
last updated: